ใส่ร้ายว่ามีการใช้กระสุนปืนเข่นฆ่าประชาชน โดยกระสุนเหล่านั้นสั่งการมาจากสถาบันที่อยู่นอกเหนือการเมือง
ใส่ร้ายว่านายกฯ อภิสิทธิ์เข้าเฝ้าฯ โดยนั่งเก้าอี้ระดับเดียวกับในหลวง เป็นการจาบจ้วง ไม่บังควร ปลุกระดมให้ประชาชนเคียดแค้นชิงชัง แต่มาถึงยุคนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็มีการเข้าเฝ้าฯ ในแบบเดียวกันเป็นปกติ (นายกฯ คนอื่นๆ ก็เหมือนกันทุกคน) ฯลฯ
นอกจากเรื่องโกหกพวกนี้แล้ว ยังมีอีกไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง
โกหกแล้วก็โกหกอีก โกหกเรื่องหนึ่งแล้วก็โกหกเรื่องสองทับถมไปเรื่อยๆ
คนเป็น ส.ส. หากมีพฤติกรรมเช่นนี้
จะก่อความเสียหายแก่บ้านเมืองมากมายขนาดไหน
ยิ่งถ้าหากไม่มีการสอบสวน เอาผิด
หาข้อเท็จจริงและความรับผิดอย่างจริงจัง ก็จะยิ่งคะนองปาก พูดพล่อยๆ
โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อไปเรื่อยๆ
ดังปรากฏว่า ล่าสุด นายจตุพรยังออกมาเต้าข่าวเรื่องการปฏิวัติไม่เว้นแต่ละวัน
ผลได้ทางการเมือง คือ ต้องการจะให้คนหันเหความสนใจจากความล้มเหลวในการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ออกไปสู่เกมการเมืองล่าสุด ตู่ว่านักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นหมอ มีทหารจากหน่วยรบพิเศษถูกส่งไปฝึกที่อิสราเอลมาอยู่รอบตัว โดยถูกจำหน่ายชื่อออกจากระดับกองร้อย แล้วก็สรุปเอาเองว่านี่คือการเริ่มต้นรัฐประหาร
เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ถึงกับส่ายหน้า ปฏิเสธแบบไม่ให้ราคา โดยยืนยันว่าไม่มี และ "ขอให้สังคมฟังเอาละกัน ฟังเล่นๆ ไปวันๆ ไม่เป็นไร ผมไม่จำเป็นต้องไปฟ้อง เพราะเสียเวลาศาล และผมจะไม่ขอร้องคุณจตุพร ปล่อยให้ท่านว่าไป"
น่าคิดว่า ระบบการเมืองไทยไม่มีมาตรการ หรือไม่มีน้ำยาจัดการกับนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเสื่อมทรามในทาง จริยธรรมทางการเมือง โกหกซ้ำซาก ใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือปลุกปั่นประชาชน อย่างนั้นหรือ
จำได้ว่า กรณีของนายจตุพร เคยมีผู้ยื่นหนังสือให้ดำเนินการสอบสวนและเอาผิดตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาก่อนหน้านี้ โดยกลุ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อาทิ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายวัชรา หงส์ประภัศร พลเรือเอกพีรศักดิ์ วัชรมูล นายมานิจ สุขสมจิตร เป็นต้น ได้เข้าชื่อทำหนังสือถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ดำเนินการถอดถอนนายจตุพร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากกระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
อ้างอิงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
มาตรา 270 บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด
ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้"และมาตรา 279 ในหมวดว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ รัฐ บัญญัติว่า "....ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา 270" นั้น
โดยระบุด้วยว่า ในช่วงปี 2552 เรื่อยมา นายจตุพรได้กระทำการอันส่อว่าหรือกระทำผิดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งการกล่าวเท็จในที่ประชุมรัฐสภา หรือในการขึ้นเวทีปราศรัยต่อประชาชน โดยเจตนาจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงสำคัญนำไปสู่การ ปลุกปั่น ปลุกระดม ชี้นำ ยุยง หรือสั่งการให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองหลายกรณี เช่น
การใช้คลิปตัดต่อเสียงของนายกฯ อภิสิทธิ์ นำมาใส่ร้ายกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีสั่งการให้ฆ่าประชาชน ยิ่งกว่านั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบพิสูจน์แล้ว ยืนยันตรงกันว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นการตัดต่อเสียงของนายกรัฐมนตรีที่พูดต่างกรรมต่าง วาระ ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ถูกตัดมาปะติดปะต่อกันใหม่ สื่อความหมายผิดๆ แต่นายจตุพรก็ยังไม่ยุติการบิดเบือน นำหลักฐานเท็จมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นสร้างความแตกแยกในสังคม และนำไปเปิดในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ก่อให้เกิดเข้าใจผิด นำไปสู่ความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังต่อผู้นำประเทศและรัฐบาล บนฐานข้อมูลเท็จที่ ส.ส.ผู้นี้นำไปเผยแพร่
การโกหกว่าทหารฆ่าประชาชนในเหตุการณ์เมษายน 2552, การโกหกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในรถที่คนเสื้อแดงรุม ทำร้ายในกระทรวงมหาดไทย เมษายน 2552, การโกหกว่ารัฐบาลแทรกแซงคดียึดทรัพย์ และขัดขวางขั้นตอนการพิจารณาฎีกาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, การโกหกว่ารัฐบาลมีแผนลับสั่งฆ่าประชาชน, การโกหกเรื่องชู้สาวของบุคคลระดับสูงกับคนในรัฐบาล, การโกหกว่าทางการกัมพูชามีเทปลับของคนในรัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ การทูตของไทย, การโกหกว่านางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ เสียชีวิตในเหตุการณ์ 7 ต.ค.2551 เพราะหนีบระเบิดมาร่วมชุมนุมพันธมิตร, การโกหกว่ารัฐบาลสนับสนุนเงิน 300 ล้านบาทให้สถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษ TAN (Thai-Asian News Network) ฯลฯ
รวมไปถึงการปราศรัยปลุกระดม ชี้นำ ยุยง ปลุกปั่น หรือสั่งการให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็น การข่มขู่รัฐบาลว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง การจลาจล การเผาบ้านเผาเมือง หรือแม้แต่การสั่งการให้คนเสื้อแดง ในต่างจังหวัดไปรวมที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อกระทำการบางอย่างทันที หากเกิดเหตุที่กรุงเทพฯ และในที่สุด ก็เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง เผาศาลากลางจังหวัด
ผ่านไปเป็นปี แต่การสอบสวนเอาผิดในเรื่องทั้งหมดข้างต้น ก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล
จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ปรากฏว่า
ผู้ตรวจการแผ่นดินจะได้สอบสวนเอาผิด ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
บังคับใช้เรื่องจริยธรรมของนักการเมืองอย่างเป็นมรรคเป็นผลเลยแต่
อย่างใดส.ส.อย่างนายจตุพรก็เลยยังสามารถใช้นิสัยเดิมๆ และพฤติกรรมเดิมๆ ได้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญไม่ดีหรือกฎหมายไม่ดี แต่อาจจะเป็นเพราะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายไม่ยอมทำ หน้าที่ของตนเองอย่างเด็ดขาดซื่อตรง!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น