เห็นได้ว่าเซเลบฯในฮอลลี้วู้ดหลายคนชอบหิ้วเจ้ามะหมาตัวเล็กกระจิ๊ดริดไว้ใน กระเป๋าข้างกาย เจ้ามะหมาที่ว่านั่นจะเป็นพันธุ์ใดไม่ได้เลย หากไม่ใช่พันธุ์ชิวาวา ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสุนัขพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก และในปัจจุบันสุนัขพันธุ์ชิวาวากำลังเป็นที่นิยมกันมากของเหล่าผู้ที่รัก สุนัข เพราะด้วยขนาดตัวของมันและอุปนิสัยที่ขี้เล่น น่ารัก ผู้คนส่วนใหญ่จึงนิยมนำเจ้าชิวาวามาเลี้ยงนั่นเอง
ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมทั่วไปของสุนัขพันธุ์ชิวาวา
หลาย ๆ คนลงความเห็นว่า สุนัข ชิวาวา มีนิสัยที่ค่อนข้างติดเจ้าของและไม่ทำลายข้าว ขี้ประจบมาก อ้อน บางครั้งก็เป็น สุนัข ที่หยิ่งในตัว ถ้าไม่ใช่เจ้าของจะไม่ให้จับต้อง ปากเปราะเห่าเสียงดังเหมือน สุนัข พันธุ์เล็กตัวอื่น ๆ ทำให้ สุนัข ชิวาวา เหมาะที่จะเลี้ยงไว้สำหรับเป็นเพื่อนมากกว่าหมาเฝ้าบ้าน แต่จากการสำรวจของเดลิเมล์ พบว่า ชิวาวา สามารถสร้างความเสียหายให้เจ้าของได้เฉียด 40,000 บาท ตลอดช่วงอายุขัยของมัน เรียกได้ว่า เป็นรองแค่สุนัขพันธุ์เกรทเดนที่สร้างความเสียหายให้ทรัพย์สินและที่อยู่ อาศัยของเจ้าของเฉลี่ย 41,540 บาท โดยอาจอ้างได้ว่าเป็นเพราะขนาดตัวของสุนัขพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่
การเลี้ยงดูสุนัขพันธฺุ์ชิวาวา
สุนัข พันธุ์ชิวาวาเพศผู้อายุ 1 ปี จะเริ่มเป็นสัดซึ่งเร็วกว่าเพศเมีย เริ่มเหล่หนุ่มตอนช่วงอายุ 18 เดือน หลังจากผสมพันธุ์แล้วตกลูกเต็มที่ 1-3 ตัว น้ำหนักตั้งท้องจะมีขนาด 2 กิโลกว่า ลูกสุนัข มีน้ำหนัก 1 ขีด ไม่เกิน 2 ขีด มีขนาดเล็กมาก แรกเพิ่งคลอดต้องคอยดูแลให้ สุนัข กินนมแม่ ซึ่งช่วงนี้ควรระวังเรื่องโรคต่าง ๆ
พออายุราว เดือนครึ่ง ควรเริ่มฝึกให้ สุนัข ชิวาวา กินอาหารเม็ดด้วยการแช่น้ำให้นิ่ม หรือผสมนมแพะเล็กน้อย หรือให้ อาหารเหลวสำหรับ ลูกสุนัข เป็นการฝึกให้สุนัขเลียหรือกินอาหารได้เอง
วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
พุดเดิ้ล
สุนัข พันธุ์พุดเดิ้ลได้ชื่อว่าเป็นสุนัขที่มีความนิยมอันดับหนึ่งของโลกและขึ้น ชื่อว่าฉลาด ฝึกง่าย สอนง่าย ขี้อ้อน และประจบเก่งเป็นที่สุด แถมยังอดทนไม่ขี้แย เลี้ยงง่าย แม้จะปากเปราะไปบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นหมาที่เห่าไม่รู้เรื่อง ยิ่งในบ้านเรา พุดเดิ้ลสายพันธุ์นิยมเลี้ยงกันคือ พุดเดิ้ลทอย มันกลายเป็นหวานใจตัวจ้อยของหลาย ๆ ครอบครัว เพราะขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังมีลักษณะเป็นเหมือนเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิต สดใสมีชีวิตชีวา มีนิสัยรักสวยรักงาม ชอบเสริมสวย ชอบเที่ยว และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้เร็ว
ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมทั่วไปของสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล
พุด เดิ้ล ถูกจัดอยู่กลุ่ม สุนัข ที่ไม่ใช้ในเกมกีฬา (Non sporting Group) เป็นสุนัขประเภทสวยงาม ปากเรียวยาว ดวงตากลมโต หูห้อยลงมาปิดแก้ม ขนดกและหยิกชนิดติดหนัง ขนสั้นและเงางาม ขนค่อนข้างละเอียด เรียบ หยาบเล็กน้อยและไม่มีขนปุกปุย สีขนมีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลแก่ มีขนสีขาวแต้มบริเวณหน้าอกเรียกว่า สตาร์ ข้อเท้า และปลายหาง อาจจะมีจุดสีขาวเล็กน้อยบริเวณใบหน้า จมูกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อมันตกใจ
การเลี้ยงดูสุนัขพันธฺุ์พุดเดิ้ล
อาหาร การกินของสุนัขพุดเดิ้ล ควรให้เป็นอาหารสำเร็จรูปจะดีที่สุด อาหารสำเร็จรูปนั้นมีอยู่หลายสูตรด้วยกัน ได้แก่ อาหารสูตรลูกสุนัข อาหารสูตรสุนัขโต และอาหารสูตรสุนัขแก่ การให้อาหารก็ควรให้ตรงตามอายุและสูตร เนื่องจากสุนัขในแต่ละวัยนั้นมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ลูกสุนัข จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำพวกโปรตีนสูงกว่าสุนัขโต ในขณะที่ร่างกายของสุนัขโตจะต้องการอาหารประเภทพลังงานมากกว่าโปรตีน อย่างนี้เป็นต้น และปริมาณการให้อาหารก็ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะพุดเดิ้ล จัดเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่กินไม่มาก
นอกจาก เรื่องของโภชนาการแล้ว การให้อาหารสุนัขยังควรคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ เจ้าของต้องคอยหมั่นดูแลภาชนะใส่อาหารและสถานที่กินให้สะอาดเรียบร้อยอยู่ เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่าง ๆ ที่พร้อมจะทำร้ายสุนัขของเรา ส่วนในด้านการดูแลความสะอาดของพุดเดิ้ลจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องหู เพราะพุดเดิ้ลมีใบหูที่ใหญ่ หนา ห้อยปรกลงมา จึงต้องหมั่นสำรวจดูใบหูบ่อย ๆ แล้วใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดให้หมดจด ซึ่งจะดีมากหากจะหยอดน้ำยาเช็ดหูเข้าไปก่อนประมาณ 5 นาที เพื่อทำให้สิ่งสกปรกอ่อนตัว และง่ายในการเช็ดออกมา แต่ระวังอย่าแหย่สำลีลึกจนเกินไป เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อหูชั้นในได้
นอก จากนี้ ตาก็เป็นอวัยวะสำคัญที่พบปัญหา พูเดิ้ลส่วนใหญ่จะมีร่องน้ำตาที่เห็นได้ค่อนข้างชัด ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คราบน้ำตาหรือสิ่งสกปรกไปหมักหมมได้ง่าย เจ้าของจึงควรคอยเช็ดทำความสะอาดให้ทุกวัน เพราะหากทิ้งไว้นาน ๆ คราบนั้นจะฝังแน่นอย่างถาวร เช็ดไม่ออก นอกจากนั้น ยังควรหมั่นตรวจดูดวงตาของพูเดิ้ลด้วยว่ามีฝ้าขาว ๆ หรือรอยขีดข่วน รอยแผลบ้างหรือไม่
ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมทั่วไปของสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล
พุด เดิ้ล ถูกจัดอยู่กลุ่ม สุนัข ที่ไม่ใช้ในเกมกีฬา (Non sporting Group) เป็นสุนัขประเภทสวยงาม ปากเรียวยาว ดวงตากลมโต หูห้อยลงมาปิดแก้ม ขนดกและหยิกชนิดติดหนัง ขนสั้นและเงางาม ขนค่อนข้างละเอียด เรียบ หยาบเล็กน้อยและไม่มีขนปุกปุย สีขนมีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลแก่ มีขนสีขาวแต้มบริเวณหน้าอกเรียกว่า สตาร์ ข้อเท้า และปลายหาง อาจจะมีจุดสีขาวเล็กน้อยบริเวณใบหน้า จมูกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อมันตกใจ
การเลี้ยงดูสุนัขพันธฺุ์พุดเดิ้ล
อาหาร การกินของสุนัขพุดเดิ้ล ควรให้เป็นอาหารสำเร็จรูปจะดีที่สุด อาหารสำเร็จรูปนั้นมีอยู่หลายสูตรด้วยกัน ได้แก่ อาหารสูตรลูกสุนัข อาหารสูตรสุนัขโต และอาหารสูตรสุนัขแก่ การให้อาหารก็ควรให้ตรงตามอายุและสูตร เนื่องจากสุนัขในแต่ละวัยนั้นมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ลูกสุนัข จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำพวกโปรตีนสูงกว่าสุนัขโต ในขณะที่ร่างกายของสุนัขโตจะต้องการอาหารประเภทพลังงานมากกว่าโปรตีน อย่างนี้เป็นต้น และปริมาณการให้อาหารก็ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะพุดเดิ้ล จัดเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่กินไม่มาก
นอกจาก เรื่องของโภชนาการแล้ว การให้อาหารสุนัขยังควรคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ เจ้าของต้องคอยหมั่นดูแลภาชนะใส่อาหารและสถานที่กินให้สะอาดเรียบร้อยอยู่ เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่าง ๆ ที่พร้อมจะทำร้ายสุนัขของเรา ส่วนในด้านการดูแลความสะอาดของพุดเดิ้ลจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องหู เพราะพุดเดิ้ลมีใบหูที่ใหญ่ หนา ห้อยปรกลงมา จึงต้องหมั่นสำรวจดูใบหูบ่อย ๆ แล้วใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดให้หมดจด ซึ่งจะดีมากหากจะหยอดน้ำยาเช็ดหูเข้าไปก่อนประมาณ 5 นาที เพื่อทำให้สิ่งสกปรกอ่อนตัว และง่ายในการเช็ดออกมา แต่ระวังอย่าแหย่สำลีลึกจนเกินไป เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อหูชั้นในได้
นอก จากนี้ ตาก็เป็นอวัยวะสำคัญที่พบปัญหา พูเดิ้ลส่วนใหญ่จะมีร่องน้ำตาที่เห็นได้ค่อนข้างชัด ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คราบน้ำตาหรือสิ่งสกปรกไปหมักหมมได้ง่าย เจ้าของจึงควรคอยเช็ดทำความสะอาดให้ทุกวัน เพราะหากทิ้งไว้นาน ๆ คราบนั้นจะฝังแน่นอย่างถาวร เช็ดไม่ออก นอกจากนั้น ยังควรหมั่นตรวจดูดวงตาของพูเดิ้ลด้วยว่ามีฝ้าขาว ๆ หรือรอยขีดข่วน รอยแผลบ้างหรือไม่
ชิสุ
อาจ เป็นเพราะภาพลักษณ์หมาน้อยตากลมโต ผูกโบว์ที่หน้าผาก มีขนยาวสวย ดูสง่างาม ขนาดพอเหมาะ พาไปไหนมาไหนได้ไม่ลำบาก แถมยังนิสัยเป็นมิตร ขี้เล่น และช่างประจบ เลยทำให้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยหลงใหลได้ปลื้มเจ้าสุนัขพันธุ์ "ชิสุ" และเลี้ยงเป็นสมาชิกสี่ขาประจำครอบครัวกันอย่างแพร่หลาย แต่รู้ไหมว่าประวัติความเป็นมาของ สุนัข ชิสุ น่ะ เป็น ถึง 1 ใน 3 สุนัข ชั้นสูงจากจักรพรรดิจีนเชียวนะ
ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมทั่วไปของสุนัขพันธุ์ชิสุ
ชิ สุ เป็น สุนัข ขนาดเล็กในกลุ่มทอย (Toy Group) มีน้ำหนักประมาณ 4.5 - 7.5 กิโลกรัม (หรือราว 10 - 16 ปอนด์) ส่วนสูงประมาณ 25 - 27 ซม. (หรือราว 10 - 11 นิ้ว)
ทั้งนี้ ชิสุ มีลักษณะนิสัย กล้าหาญ มีความตื่นตัว ขี้ประจบ มีความสง่าอยู่ในตัว เดินหน้าเชิด การย่างก้าวสง่าผ่าเผย นอกจากนี้ ชิสุ ยังรักความสะอาด เป็นมิตรกับทุกคน ปรับตัวได้ดี และชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ กับเจ้าของในทุกเรื่อง แล้วก็ไม่ชอบถูกทิ้งไว้ในบ้าน ชิสุชอบวิ่งและรักความสนุกซึ่งเจ้าของจำเป็นจะต้องพามันออกไปวิ่งออกกำลัง กายบ้าง
การเลี้ยงดูสุนัขพันธุ์ชิสุ
ชิ สุมีอายุค่อนข้างยืนยาว คือประมาณ 10-18 ปี ตามแต่ปัจจัยต่าง ๆ เช่น อาหาร และการเลี้ยงดู โรคที่มักเกิดขึ้นกับชิสุ คือโรคตาแห้ง โรคหูน้ำหนวก หูอักเสบ โดยเจ้าของควรหมั่นทำความสะอาดตาและหูของชิสุ อย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของมันโดยเฉพาะ ส่วนโรคอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับชิสุ ได้ เช่น โรคนิ่ว โรคไต และไส้เลื่อน
จากนี้ ขนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดความสวยงามของชิสุ โดยเฉพาะ ชิสุเป็นสุนัขขนยาวที่จะต้องดูแลมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีขนเส้นเล็กและพันกันได้ง่าย หากไม่รู้จักวิธีการรักษาขนให้ดี ขนของชิสุจะพันกันและมีโอกาสเป็นโรคผิวหนังได้ง่าย ๆ ทั้งนี้ การแปรงขนอย่างสม่ำเสมอทุกวันจะช่วยให้ผิวหนังและขนสะอาดของชิสุเป็นเงางาม เพราะมีการนวดให้ต่อมน้ำมันที่โคนขนขับน้ำมันออกมาเคลือบเส้นผมได้มากขึ้น ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพสมบูรณ์ และยังเป็นการช่วยขจัดรังแคและสิ่งสกปรกอื่นออกจากผิวหนังของชิสุด้วย
อาหาร ที่เหมาะกับเจ้าชิสุสุดสวย ควรเป็นอาหารเม็ดมากกว่าอาหารกระป๋อง เพราะสุนัขมีขนยาว หากให้กินอาหารกระป๋องจะทำให้เลอะหนวดเครา เหม็นคาว ทำให้ต้องทำความสะอาดกันทุกครั้งไป และหากล้างออกไม่หมดก็จะกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรค อีกทั้งถ้าให้อาหารกระป๋องต้องใช้ให้หมดในคราวเดียว ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อสุขภาพของชิสุของคุณได้ ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะที่สุดเห็นจะเป็นอาหารเม็ด ทั้งนี้ การเลือกซื้อควรเลือกประเภทสำหรับสุนัขพันธุ์เล็ก โดยเลือกดูให้เหมาะกับช่วงวัยของชิสุด้วย เช่น ถ้าเป็นอาหารลูกสุนัขข้างถุงจะพิมพ์ไว้ว่า Puppy มีโปรตีนมากกว่า เม็ดจะเล็กกว่า และจะแพงกว่าอาหารสุนัขโตนิดหน่อย
ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมทั่วไปของสุนัขพันธุ์ชิสุ
ชิ สุ เป็น สุนัข ขนาดเล็กในกลุ่มทอย (Toy Group) มีน้ำหนักประมาณ 4.5 - 7.5 กิโลกรัม (หรือราว 10 - 16 ปอนด์) ส่วนสูงประมาณ 25 - 27 ซม. (หรือราว 10 - 11 นิ้ว)
ทั้งนี้ ชิสุ มีลักษณะนิสัย กล้าหาญ มีความตื่นตัว ขี้ประจบ มีความสง่าอยู่ในตัว เดินหน้าเชิด การย่างก้าวสง่าผ่าเผย นอกจากนี้ ชิสุ ยังรักความสะอาด เป็นมิตรกับทุกคน ปรับตัวได้ดี และชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ กับเจ้าของในทุกเรื่อง แล้วก็ไม่ชอบถูกทิ้งไว้ในบ้าน ชิสุชอบวิ่งและรักความสนุกซึ่งเจ้าของจำเป็นจะต้องพามันออกไปวิ่งออกกำลัง กายบ้าง
การเลี้ยงดูสุนัขพันธุ์ชิสุ
ชิ สุมีอายุค่อนข้างยืนยาว คือประมาณ 10-18 ปี ตามแต่ปัจจัยต่าง ๆ เช่น อาหาร และการเลี้ยงดู โรคที่มักเกิดขึ้นกับชิสุ คือโรคตาแห้ง โรคหูน้ำหนวก หูอักเสบ โดยเจ้าของควรหมั่นทำความสะอาดตาและหูของชิสุ อย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของมันโดยเฉพาะ ส่วนโรคอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับชิสุ ได้ เช่น โรคนิ่ว โรคไต และไส้เลื่อน
จากนี้ ขนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดความสวยงามของชิสุ โดยเฉพาะ ชิสุเป็นสุนัขขนยาวที่จะต้องดูแลมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีขนเส้นเล็กและพันกันได้ง่าย หากไม่รู้จักวิธีการรักษาขนให้ดี ขนของชิสุจะพันกันและมีโอกาสเป็นโรคผิวหนังได้ง่าย ๆ ทั้งนี้ การแปรงขนอย่างสม่ำเสมอทุกวันจะช่วยให้ผิวหนังและขนสะอาดของชิสุเป็นเงางาม เพราะมีการนวดให้ต่อมน้ำมันที่โคนขนขับน้ำมันออกมาเคลือบเส้นผมได้มากขึ้น ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพสมบูรณ์ และยังเป็นการช่วยขจัดรังแคและสิ่งสกปรกอื่นออกจากผิวหนังของชิสุด้วย
อาหาร ที่เหมาะกับเจ้าชิสุสุดสวย ควรเป็นอาหารเม็ดมากกว่าอาหารกระป๋อง เพราะสุนัขมีขนยาว หากให้กินอาหารกระป๋องจะทำให้เลอะหนวดเครา เหม็นคาว ทำให้ต้องทำความสะอาดกันทุกครั้งไป และหากล้างออกไม่หมดก็จะกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรค อีกทั้งถ้าให้อาหารกระป๋องต้องใช้ให้หมดในคราวเดียว ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อสุขภาพของชิสุของคุณได้ ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะที่สุดเห็นจะเป็นอาหารเม็ด ทั้งนี้ การเลือกซื้อควรเลือกประเภทสำหรับสุนัขพันธุ์เล็ก โดยเลือกดูให้เหมาะกับช่วงวัยของชิสุด้วย เช่น ถ้าเป็นอาหารลูกสุนัขข้างถุงจะพิมพ์ไว้ว่า Puppy มีโปรตีนมากกว่า เม็ดจะเล็กกว่า และจะแพงกว่าอาหารสุนัขโตนิดหน่อย
วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
เรื่องเล่าเกี่ยวกับเนื้อคู่
เรื่องเล่าเกี่ยวกับเนื้อคู่ ของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ พระอริยะแห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในสายหลวงปู่มั่น ภูริทฺตโต เดิมได้รับการรวมรวม-เรียบเรียงโดย พระนาค อตฺถวโร วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร แต่บทความนี้ได้คัดมาจาก หนังสือธรรมโอวาทหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ซึ่งคุณแจ่ม เจิดจรัสได้นำมารวบรวมเรียบเรียงไว้
เคยมีคำทำนายเกี่ยวกับเนื้อคู่ของหลวงปู่แหวน เมื่อสมัยที่เรียนมูลกัจจายน์ที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีหมอดูทำนายว่า เนื้อคู่ของท่านจะมีรูปร่างสันทัด ผิวเนื้อขาวเหลือง ใบหน้ารูปใบโพธิ์ แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจอะไร ด้วยชีวิตนี้ท่านได้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อพระศาสนาแล้ว จึงขอกล่าวถึงข้อความตอนหนึ่งในหนังสืออนุสรณ์หลวงปู่แหวน เกี่ยวกับในช่วงที่จิตของท่านนึกเห็นแต่หน้าของหญิงนางนั้น ที่สุดท่านก็ได้บังคับจิตของท่านให้หลุดออกจากห้วงนั้น โดยใช้อุบายธรรมพิจารณาเหตุผลในทีละอย่าง จนท่านก็ประสบความสำเร็จ เนื้อความในหนังสือที่ยกมากล่าวอ้างนี้ความว่า
วันหนึ่ง หลวงปู่แหวนได้มาพักบำเพ็ญอยู่ที่บ้านนาสอง เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่พอสมควร พวกชาวบ้านถิ่นนั้นมีแปลกอยู่อย่างคือ เวลาเห็นพระไปบิณฑบาต พวกเขาจะป่าวร้องกันมาใส่บาตรว่า “มาเน้อมาใส่บาตร ญาธรรมมาแล้ว หาน้ำอ้อยน้ำตาลมาใส่บาตร ญาธรรมมาแล้ว ท่านชอบของหวาน” เมื่อได้ยินคนร้องประกาศเช่นนั้น ต่างก็เอาของมาใส่บาตรจนเต็ม พวกนี้เหมือนกับพวกไทยใหญ่ ไทยใหญ่ถ้าเห็นพระไปบิณฑบาต เขาจะใส่บาตรด้วยน้ำอ้อยน้ำตาลกับข้าวเช่นกัน พวกเขาถือว่าเจ้บุ๊นไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ของหวาน แต่อย่างไรก็ตาม การฉันข้าวกับน้ำอ้อยน้ำตาลนั้นวันสองวันแรกก็ฉันได้ดี แต่วันที่สามที่สี่รู้สึกเบื่อ
วันหนึ่งใกล้ค่ำได้ไปสรงน้ำที่แม่น้ำงึม มีหญิงสองคนแม่ลูกถ่อเรือมาตามลำน้ำงึม ถึงที่พระกำลังสรงน้ำอยู่ ก็ชำเรืองตามาทางพระหนุ่ม เมื่อสายตาของทั้งฝ่ายประสานกันเข้า ก็มีอานุภาพลึกลับและรุนแรงพอที่จะตรึงคนทั้งสองฝ่ายให้ตะลึงไปได้ ระหว่างทางที่เดินกลับที่พักในใจยังคิดถึงหญิงงามนั้นอยู่
เมื่อมาถึงที่พัก จึงกลับได้สติหวนระลึกถึงคำนายของหมอดูเมื่อครั้งเรียนมูลกัจจายน์อยู่เมือง อุบล ที่ทำนายว่า “เนื้อคู่ของท่านอยู่ทางทิศนี้ รูปร่างสันทัด ผิวเนื้อขาวเหลือง ใบหน้าเหมือนใบโพธิ์” หญิงที่เราพบเห็นเมื่อตอนเย็นก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับคำทำนายของหมอดู เห็นจะเป็นหญิงคนนี้แน่ เพราะเมื่อเราเห็นเป็นครั้งแรกก็ทำให้เรามีจิตแปรปรวนแล้ว จึงตัดสินใจเดินทางกลับไทย เมื่อข้ามมายังฝั่งไทยได้ขึ้นไปทางอำเภอศรีเชียงใหม่ ไปพักอบรมตนอยู่ที่พระบาทเนินกุ่มใหม่ ไปพักอยู่ที่พระบาทเนินกุ่มหมากเป้ง
ณ ที่นั้นได้พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทฺตโต ซึ่งท่านได้ปลีกตัวออกจากหมู่คณะ มาภาวนาอยู่บริเวณนั้น เมื่อได้พบกับอาจารย์อีก จึงดีใจมาก การพักอบรมตนอยู่กับหลวงปู่มั่น ก่อนเข้าพรรษาทำให้จิตสงบลง ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนก่อน แต่ภาพของหญิงงามนั้นยังปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เมื่อเร่งภาวนาเข้าภาพนั้นก็สงบลง
หลังจากเข้าพรรษาแล้ว ตั้งใจปรารถความเพียรอย่างเต็มที่ การเร่งความเพียรในระยะแรก จิตที่ยังไม่มีอะไรมาวุ่นวายคงสงบตัวได้ง่าย มีอุบายทางปัญญาพอสมควรเมื่อเร่งความเพียรหนักเข้าเอาจริงเอาจังเข้า กิเลสก็เอาจริงเอาจังกับเราเหมือนกัน คือแทนที่จิตจะดำเนินไปตามที่เราต้องการ กลับพลิกไปหานางงามที่บ้านนาสอง ฝั่งแม่น้ำงึมนั้นอีก ทีแรกได้พยายามปราบด้วยอุบายต่างๆ แต่ไม่สำเร็จ ยิ่งเร่งความเพียรดูเหมือนเอาเชื้อไปใส่ไฟ ยิ่งกำเริบหนักเข้าไปอีก เผลอไม่ได้เป็นต้องหาหญิงนั้นทันที บางครั้งมันหนีออกไปซึ่งๆ หน้า คือขณะที่คิดอุบายการพิจารณาอยู่นั่นเอง มันก็วิ่งไปหาหญิงนั้นเอาซึ่งๆ หน้ากันทีเดียว
อุบายการปฏิบัติวิชาต่างๆ ที่นำมาใช้ในการทรมานจิตในครั้งนั้น เช่น เว้นการนอนเสีย มีเฉพาะเวลานั่ง ยืน เดิน ทำอยู่เช่นนั้นหลายวันหลายคืน คอยจับดูจิตว่ามันคลายความรักในหญิงนั้นแล้วหรือยัง ปรากฏว่าไม่ได้ผล จิตยังคงวิ่งออกไปหาหญิงงามอยู่เช่นเคย เผลอสติไม่ได้ ต่อมาเพิ่มไม่นั่งไม่นอน มีแต่ยืนกับเดิน ทำความเพียรอยู่อย่างนี้จิตมันก็ไม่ยอม มันคงไปตามเรื่องตามราวของมันเช่นเคย
คราวนี้เปลี่ยนวิธีใหม่เปลี่ยนเป็นอดอาหาร ไม่ฉันอาหารเลยเว้นไว้แต่น้ำ อุบายการพิจารณาก็เปลี่ยนใหม่ คราวนี้เพ่งเอากายของหญิงนั้น เป็นเป้าหมายในการพิจารณาหายคลายสติ โดยแยกยกพิจารณาทีละอย่างในอาการ ๓๒ ขึ้นโดยอนุโลมปฏิโลม พิจารณาเทียบเข้ามาหากายของตน พิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริงว่าอวัยวะอย่างนั้นๆ ของตนก็มี ของหญิงก็มี ทำไมจะต้องไปรักไปหลง ไปคิดถึง เพ่งพิจารณาทีละส่วนๆ พิจารณาอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวันกลางคืนทุกอริยาบท การพิจารณาจนละเอียดอย่างไรขึ้นอยู่กับอุบายความแยบคายของปัญญาที่เกิดขึ้น ในขณะนั้น
ตอนหนึ่งพิจารณามาถึงหนังได้ความว่า คนเราหลงอยู่ที่หนัง หนังเป็นเครื่องปกปิดสิ่งที่ไม่น่าดูไว้ ถ้าถลกหนังออก อวัยวะทุกส่วนก็หาส่วนที่น่าดูไม่ได้เลย เพ่งพินิจอยู่จนเห็นความเปื่อยเน่าผุพังสลายไป ไม่มีส่วนไหนที่จะถือว่าเป็นของมั่นคง ในขณะนั้นจิตซึ่งเคยโลดโผน โลดแล่นไปอย่างไม่มีจุดหมายมาก่อน พลันก็ยอมรับตามความจริง ตามเหตุผลของปัญญา ยอมตัวอย่างนักโทษผู้สำนึกผิด ยอมสารภาพถึงการทำตนแต่โดยดี ฉะนั้น นับแต่วินาทีการพิจารณาได้ยุติลง จิตยอมรับเหตุผลของปัญญาแล้ว
เพื่อเป็นการทดสอบว่า “จิตยอมแล้ว” จึงได้ส่งจิตออกไปหาหญิงนั้นหลายครั้ง จิตคงสงบตัวไม่ยอมออกไป ความกำเริบความทรนงตัว ความโลดโผนของจิต จึงถึงความสงบลงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ไม่กำเริบอีกต่อไป จิตคงทรงเห็นตามสภาพความเป็นจริงของธรรมอยู่ทุกเมื่อ
ขอบคุณ ธรรมจักรดอทเนต
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ พระอริยะแห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในสายหลวงปู่มั่น ภูริทฺตโต เดิมได้รับการรวมรวม-เรียบเรียงโดย พระนาค อตฺถวโร วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร แต่บทความนี้ได้คัดมาจาก หนังสือธรรมโอวาทหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ซึ่งคุณแจ่ม เจิดจรัสได้นำมารวบรวมเรียบเรียงไว้
เคยมีคำทำนายเกี่ยวกับเนื้อคู่ของหลวงปู่แหวน เมื่อสมัยที่เรียนมูลกัจจายน์ที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีหมอดูทำนายว่า เนื้อคู่ของท่านจะมีรูปร่างสันทัด ผิวเนื้อขาวเหลือง ใบหน้ารูปใบโพธิ์ แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจอะไร ด้วยชีวิตนี้ท่านได้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อพระศาสนาแล้ว จึงขอกล่าวถึงข้อความตอนหนึ่งในหนังสืออนุสรณ์หลวงปู่แหวน เกี่ยวกับในช่วงที่จิตของท่านนึกเห็นแต่หน้าของหญิงนางนั้น ที่สุดท่านก็ได้บังคับจิตของท่านให้หลุดออกจากห้วงนั้น โดยใช้อุบายธรรมพิจารณาเหตุผลในทีละอย่าง จนท่านก็ประสบความสำเร็จ เนื้อความในหนังสือที่ยกมากล่าวอ้างนี้ความว่า
วันหนึ่ง หลวงปู่แหวนได้มาพักบำเพ็ญอยู่ที่บ้านนาสอง เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่พอสมควร พวกชาวบ้านถิ่นนั้นมีแปลกอยู่อย่างคือ เวลาเห็นพระไปบิณฑบาต พวกเขาจะป่าวร้องกันมาใส่บาตรว่า “มาเน้อมาใส่บาตร ญาธรรมมาแล้ว หาน้ำอ้อยน้ำตาลมาใส่บาตร ญาธรรมมาแล้ว ท่านชอบของหวาน” เมื่อได้ยินคนร้องประกาศเช่นนั้น ต่างก็เอาของมาใส่บาตรจนเต็ม พวกนี้เหมือนกับพวกไทยใหญ่ ไทยใหญ่ถ้าเห็นพระไปบิณฑบาต เขาจะใส่บาตรด้วยน้ำอ้อยน้ำตาลกับข้าวเช่นกัน พวกเขาถือว่าเจ้บุ๊นไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ของหวาน แต่อย่างไรก็ตาม การฉันข้าวกับน้ำอ้อยน้ำตาลนั้นวันสองวันแรกก็ฉันได้ดี แต่วันที่สามที่สี่รู้สึกเบื่อ
วันหนึ่งใกล้ค่ำได้ไปสรงน้ำที่แม่น้ำงึม มีหญิงสองคนแม่ลูกถ่อเรือมาตามลำน้ำงึม ถึงที่พระกำลังสรงน้ำอยู่ ก็ชำเรืองตามาทางพระหนุ่ม เมื่อสายตาของทั้งฝ่ายประสานกันเข้า ก็มีอานุภาพลึกลับและรุนแรงพอที่จะตรึงคนทั้งสองฝ่ายให้ตะลึงไปได้ ระหว่างทางที่เดินกลับที่พักในใจยังคิดถึงหญิงงามนั้นอยู่
เมื่อมาถึงที่พัก จึงกลับได้สติหวนระลึกถึงคำนายของหมอดูเมื่อครั้งเรียนมูลกัจจายน์อยู่เมือง อุบล ที่ทำนายว่า “เนื้อคู่ของท่านอยู่ทางทิศนี้ รูปร่างสันทัด ผิวเนื้อขาวเหลือง ใบหน้าเหมือนใบโพธิ์” หญิงที่เราพบเห็นเมื่อตอนเย็นก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับคำทำนายของหมอดู เห็นจะเป็นหญิงคนนี้แน่ เพราะเมื่อเราเห็นเป็นครั้งแรกก็ทำให้เรามีจิตแปรปรวนแล้ว จึงตัดสินใจเดินทางกลับไทย เมื่อข้ามมายังฝั่งไทยได้ขึ้นไปทางอำเภอศรีเชียงใหม่ ไปพักอบรมตนอยู่ที่พระบาทเนินกุ่มใหม่ ไปพักอยู่ที่พระบาทเนินกุ่มหมากเป้ง
ณ ที่นั้นได้พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทฺตโต ซึ่งท่านได้ปลีกตัวออกจากหมู่คณะ มาภาวนาอยู่บริเวณนั้น เมื่อได้พบกับอาจารย์อีก จึงดีใจมาก การพักอบรมตนอยู่กับหลวงปู่มั่น ก่อนเข้าพรรษาทำให้จิตสงบลง ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนก่อน แต่ภาพของหญิงงามนั้นยังปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เมื่อเร่งภาวนาเข้าภาพนั้นก็สงบลง
หลังจากเข้าพรรษาแล้ว ตั้งใจปรารถความเพียรอย่างเต็มที่ การเร่งความเพียรในระยะแรก จิตที่ยังไม่มีอะไรมาวุ่นวายคงสงบตัวได้ง่าย มีอุบายทางปัญญาพอสมควรเมื่อเร่งความเพียรหนักเข้าเอาจริงเอาจังเข้า กิเลสก็เอาจริงเอาจังกับเราเหมือนกัน คือแทนที่จิตจะดำเนินไปตามที่เราต้องการ กลับพลิกไปหานางงามที่บ้านนาสอง ฝั่งแม่น้ำงึมนั้นอีก ทีแรกได้พยายามปราบด้วยอุบายต่างๆ แต่ไม่สำเร็จ ยิ่งเร่งความเพียรดูเหมือนเอาเชื้อไปใส่ไฟ ยิ่งกำเริบหนักเข้าไปอีก เผลอไม่ได้เป็นต้องหาหญิงนั้นทันที บางครั้งมันหนีออกไปซึ่งๆ หน้า คือขณะที่คิดอุบายการพิจารณาอยู่นั่นเอง มันก็วิ่งไปหาหญิงนั้นเอาซึ่งๆ หน้ากันทีเดียว
อุบายการปฏิบัติวิชาต่างๆ ที่นำมาใช้ในการทรมานจิตในครั้งนั้น เช่น เว้นการนอนเสีย มีเฉพาะเวลานั่ง ยืน เดิน ทำอยู่เช่นนั้นหลายวันหลายคืน คอยจับดูจิตว่ามันคลายความรักในหญิงนั้นแล้วหรือยัง ปรากฏว่าไม่ได้ผล จิตยังคงวิ่งออกไปหาหญิงงามอยู่เช่นเคย เผลอสติไม่ได้ ต่อมาเพิ่มไม่นั่งไม่นอน มีแต่ยืนกับเดิน ทำความเพียรอยู่อย่างนี้จิตมันก็ไม่ยอม มันคงไปตามเรื่องตามราวของมันเช่นเคย
คราวนี้เปลี่ยนวิธีใหม่เปลี่ยนเป็นอดอาหาร ไม่ฉันอาหารเลยเว้นไว้แต่น้ำ อุบายการพิจารณาก็เปลี่ยนใหม่ คราวนี้เพ่งเอากายของหญิงนั้น เป็นเป้าหมายในการพิจารณาหายคลายสติ โดยแยกยกพิจารณาทีละอย่างในอาการ ๓๒ ขึ้นโดยอนุโลมปฏิโลม พิจารณาเทียบเข้ามาหากายของตน พิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริงว่าอวัยวะอย่างนั้นๆ ของตนก็มี ของหญิงก็มี ทำไมจะต้องไปรักไปหลง ไปคิดถึง เพ่งพิจารณาทีละส่วนๆ พิจารณาอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวันกลางคืนทุกอริยาบท การพิจารณาจนละเอียดอย่างไรขึ้นอยู่กับอุบายความแยบคายของปัญญาที่เกิดขึ้น ในขณะนั้น
ตอนหนึ่งพิจารณามาถึงหนังได้ความว่า คนเราหลงอยู่ที่หนัง หนังเป็นเครื่องปกปิดสิ่งที่ไม่น่าดูไว้ ถ้าถลกหนังออก อวัยวะทุกส่วนก็หาส่วนที่น่าดูไม่ได้เลย เพ่งพินิจอยู่จนเห็นความเปื่อยเน่าผุพังสลายไป ไม่มีส่วนไหนที่จะถือว่าเป็นของมั่นคง ในขณะนั้นจิตซึ่งเคยโลดโผน โลดแล่นไปอย่างไม่มีจุดหมายมาก่อน พลันก็ยอมรับตามความจริง ตามเหตุผลของปัญญา ยอมตัวอย่างนักโทษผู้สำนึกผิด ยอมสารภาพถึงการทำตนแต่โดยดี ฉะนั้น นับแต่วินาทีการพิจารณาได้ยุติลง จิตยอมรับเหตุผลของปัญญาแล้ว
เพื่อเป็นการทดสอบว่า “จิตยอมแล้ว” จึงได้ส่งจิตออกไปหาหญิงนั้นหลายครั้ง จิตคงสงบตัวไม่ยอมออกไป ความกำเริบความทรนงตัว ความโลดโผนของจิต จึงถึงความสงบลงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ไม่กำเริบอีกต่อไป จิตคงทรงเห็นตามสภาพความเป็นจริงของธรรมอยู่ทุกเมื่อ
ขอบคุณ ธรรมจักรดอทเนต
เกี่ยวกับศิลปิน “นิว จิ๋ว”
Next Step :ความฝัน ทำให้เธอสองคนก้าวไปข้างหน้าเพื่อค้นหา เพื่อตามฝัน เพื่อจุดมุ่งหมายไม่ว่าหนทางจะยากสักแค่ไหนแต่ทั้งสองไม่เคยทิ้งความฝันและนี่คือ อีกก้าวของความฝันเป็นก้าวที่รอคอย .. เป็นก้าวที่ท้าทายด้วยวิธีการร้องที่ลึกจากความรู้สึกข้างในด้วยการประสานเสียงที่ละเอียด และซับซ้อนทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจ
Next Step จึงเป็นก้าวต่อไปของความฝันที่ยังไม่สิ้นสุดลงจาก “นิว จิ๋ว”
โปรดิวเซอร์ ที่มาของแรงบันดาลใจ“พี่ ต้น สุวัธชัย สุทธิรัตน์” คือโปรดิวเซอร์มือฉมังที่ดูแลอัลบั้มให้นิว จิ๋ว(เป็นโปรดิวเซอร์ที่ดูแลงานทุกอัลบั้มของดา เอ็นโดนฟิน) โดยอัลบั้มนี้เป็นงาน Soul R&B Variety ที่มีความหลากหลายในทุกด้าน ทั้งอารมณ์ของคนร้อง วิธีการให้ไลน์ของเสียงประสาน และแนวดนตรี
ในแง่ความเป็นนักร้อง พี่ต้นยกนิ้วให้ความเป็นนักร้อง “ระดับเหนือมาตรฐาน” ของทั้ง 2 คน
• ไลน์ประสานที่เหนือชั้น
• ลีลาการร้องที่เป็นเอกลักษณ์
• เนื้อเสียงที่ให้อารมณ์แตกต่างกันในแต่ละเพลง
• เรนจ์เสียงสูงที่สูงเกินพิกัด
ทั้งหมดมาจากการดีไซน์อย่างละเอียดลออของโปรดิวเซอร์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากความสามารถในการร้องของนิว จิ๋ว
และ เทคนิคการร้องที่ยาก และท้าทายนี้ นิว จิ๋ว ก็มีพี่ต้นเป็นแรงบันดาลใจ เรนจ์ที่ว่าสูง ไลน์ประสานที่ว่ายาก ทั้งสองใช้ความพยายามมากขึ้นไปอีก จนทำได้ในที่สุด
คาแรกเตอร์เสียงของนิว จิ๋ว
• เสียงของนิว – นุ่ม ลึก เต็มไปด้วยอารมณ์
• เสียงของจิ๋ว - ทรงพลัง เกรี้ยวกราด โดดเด่นที่เสียงสูง
นิว จิ๋ว : ตัวฉีด ตัวชงของกันและกัน ผ่านวันที่เหนื่อยจากการฝึกซ้อม
ผ่านวันเวลาในการเรียนร้องเพลง เรียน Movement ที่หนักหนา
ผ่านชั่วโมงที่ยากเย็นในห้องอัด
แต่นิว จิ๋ว เป็นกำลังใจกันเสมอ
เมื่อคนหนึ่งท้อ อีกคนก็เป็นตัวฉีด ตัวชง
ปลอบโยนเพื่อให้อีกคนมีกำลังใจ ฮึดสู้ และผ่านวันเหล่านั้นมาได้
การออกกำลังกายที่พอเหมาะ น้อยไป และมากไป
ถ้าเรากินอาหารน้อยไปเราก็หิว ถ้ากินมากไปก็ท้องอืด ต้องกินพอดีๆ จึงจะสบาย
การออกกำลังก็เช่นเดียวกัน ถ้าทำน้อยไปก็ไม่ได้ผล ทำมากไปก็มีโทษ
ต้องทำให้พอเหมาะจึงจะได้ประโยชน์ที่ต้องการดังนั้น
จึงควรทราบว่าเมื่อไรออกกำลังพอแล้ว ต่อไปนี้ เป็นวิธีง่ายๆ
สำหรับใช้กับตัวเองหรือแนะนำผู้อื่นในเวลาออกกำลัง
๑. อาการเมื่อย เหมาะสำหรับใช้กับกายบริหาร กำหนดดูว่าส่วนที่กำลังใช้อยู่นั้นเริ่มมีอาการเมื่อยเมื่อใด (ตัวอย่างเช่น เริ่มเมื่อยเมื่อ "ชกลม" ได้ ๑๐ ครั้ง) ลองทำต่อไปอีกประมาณ ๑ ใน ๔ หรือ ๑ ใน ๕ ของที่ทำแล้ว จึงหยุด สังเกตว่าอาการเมื่อยที่เกิดแต่ต้นนั้นจะคงอยู่ต่อไปอีกนานสักเท่าใด ถ้าหายไปในเวลาสองสามชั่วโมง แสดงว่าที่ทำแล้วยังไม่พอ ควรจะเพิ่มได้อีก ถ้าหายภายใน ๒๔ ชั่วโมง แสดงว่าพอเหมาะแล้ว ถ้ายังเมื่อยอยู่เกิน ๓๖ ชั่วโมง แสดงว่าที่ทำนั้นมากเกินควร ครั้งต่อไป ต้องลดลง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลัง จะได้ทราบความสามารถของ ตัว เมื่อกำหนดได้แล้วก็ออกกำลังไปตามนั้น ภายในระยะหนึ่งจะสังเกตว่า เมื่อยน้อยลง หรือไม่เมื่อยเลยนี้แปลว่าร่างกายมีสมรรถภาพสูงขึ้นแล้ว ถ้าต้องการให้เพิ่มขึ้นอีกก็ต้องออกกำลังให้มากขึ้น โดยลองสังเกต เช่นในครั้งแรก ทำเป็นขั้นๆ ไปเช่นนี้จนได้ผลที่ต้องการ
ข้อพึงจำคือหากออกกำลังเป็นประจำจนสมรรถภาพสูงขึ้นแล้ว ถ้าเว้นว่างไปเสีย สมรรถภาพจะลดลง ภายในหนึ่งสัปดาห์สมรรถภาพที่สูงขึ้นจะกลับลดลงไปประมาณร้อยละ ๓๐ และหมดสิ้นไปภายในสามสัปดาห์ ข้อนี้จะต้องระลึกถึงเมื่อกลับเริ่มออกกำลังใหม่ จะออกมากหรือหนักเท่าที่เคยไม่ได้ แต่ต้องลดน้อยลงตามส่วน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นใหม่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันผลร้ายของการออกกำลังเกิน
เช่นที่เคยเกิดขึ้นกับนักกีฬาเก่งๆ ที่เว้นว่างกายฝึกซ้อมไปนาน เมื่อกลับมาเล่นใหม่ก็เล่นเต็มที่เหมือนเคยลืมนึกถึงความเสื่อมที่ได้เกิด ขึ้นในระหว่างที่ไม่ได้เล่นผลร้ายอาจมีตั้งแต่การบาดเจ็บน้อยหรือมากไปจนถึง กับอันตรายหนัก
๒. อาการเหนื่อย วิธีนี้เหมาะสำหรับการออกกำลังประเภทอดทน เช่น วิ่งเหยาะ (วิ่งช้าๆ เพื่อให้ได้ระยะทางมาก) สังเกตว่าวิ่งไปได้ระยะไกลหรือระยะเวลาประมาณเท่าใดจึงเริ่มมีอาการหอบ ปานกลางจะประมาณจากความรู้สึกว่าเหนื่อยค่อนข้างมากก็ได้หรือจะนับจำนวน ครั้งที่หายใจใน ๑ นาทีก็ได้ สำหรับวิธีหลังนี้ต้องนับไว้ก่อนว่าเวลาอยู่เฉยๆ หายใจนาทีละกี่ครั้ง
(หายใจเข้า ๑ ที หายใจออก ๑ ที นับเป็น ๑ ครั้ง)สมมติว่า ๒๐ ครั้ง เมื่อออกกำลังไปจนรู้สึกเหนื่อยค่อนข้างมากก็ลองนับดูใหม่ ถ้าการหายใจเพิ่มขึ้นไปเป็น ๒๖ หรือ ๒๘ ครั้งต่อนาที (คือเพิ่มร้อยละ ๓๐-๔๐) ก็ควรจะหยุดได้ ตัวเลขที่แสดงนี้เป็นเพียงตัวอย่างให้เข้าใจเท่านั้น แต่ละคนไม่เหมือนกัน ข้อสำคัญที่สุดคือความรู้สึกว่า "เหนื่อยค่อนข้างมากแล้ว"
โดยทำนองเดียวกับในข้อที่แล้ว หากออกกำลังซ้ำไปๆ อาการเหนื่อยจะเกิดช้าเข้าและจะสามารถออกกำลังได้นานหรือมากขึ้นกว่าเดิม เป็นผลของการปรับตัวและการเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย
๓. อัตราชีพจร ผู้ที่สนใจการออกกำลังอย่างจริงจังควรนับชีพจรของตนเอง อาจนับที่ข้อมือหรือที่คอก็ได้ วิธีแรกใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางกดปลายลงไปในร่องข้างเอ็นข้อมือทางด้านโคนนิ้วหัวแม่มือ (ของอีกมือหนึ่ง) ขยับจนรู้สึกการเต้นของหลอดเลือดเป็นจังหวะ ถือนาฬิกาที่มีเข็มวินาทีไว้ในมือที่ถูกคลำ (หรือสวมไว้ในมือที่ใช้คลำ) นับการเต้นของชีพจรตามไปขณะที่ตาดูนาฬิกา นับชั่ว ๑๐ วินาทีแล้วคูณด้วย ๖ เป็นอัตราใน ๑ นาทีก็ได้ (วิธีนี้ไม่แม่นทีเดียว แต่ดีพอสำหรับการกีฬา)
วิธีนับชีพจรที่คอ เหมาะสำหรับผู้ไม่ชำนาญเพราะหาหลอดเลือดได้ง่าย ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางค่อยๆ กดลงไปที่ข้างลูกกระเดือกจนรู้สึกการเต้นของหลอดเลือด (อย่ากดหนักเกินจำเป็น) นับแบบเดียวกับที่ข้อมือ
๔. ผลตามหลัง ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน หลังจากออกกำลังครั้งแรก อาจมีอาการปวดข้อดึงกล้ามเนื้อหรือปวดกล้ามเนื้อด้วยในวันเดียวกันนั้นหรือ วันรุ่งขึ้น และอาจเป็นอยู่ต่อไปอีกหนึ่งหรือสองวันเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าอาการยังอยู่เกินสองวันควรสงสัยว่าการออกกำลังที่ได้ทำนั้นอาจจะมาก เกินไปครั้งต่อไปควรทำให้น้อยลง
๑. อาการเมื่อย เหมาะสำหรับใช้กับกายบริหาร กำหนดดูว่าส่วนที่กำลังใช้อยู่นั้นเริ่มมีอาการเมื่อยเมื่อใด (ตัวอย่างเช่น เริ่มเมื่อยเมื่อ "ชกลม" ได้ ๑๐ ครั้ง) ลองทำต่อไปอีกประมาณ ๑ ใน ๔ หรือ ๑ ใน ๕ ของที่ทำแล้ว จึงหยุด สังเกตว่าอาการเมื่อยที่เกิดแต่ต้นนั้นจะคงอยู่ต่อไปอีกนานสักเท่าใด ถ้าหายไปในเวลาสองสามชั่วโมง แสดงว่าที่ทำแล้วยังไม่พอ ควรจะเพิ่มได้อีก ถ้าหายภายใน ๒๔ ชั่วโมง แสดงว่าพอเหมาะแล้ว ถ้ายังเมื่อยอยู่เกิน ๓๖ ชั่วโมง แสดงว่าที่ทำนั้นมากเกินควร ครั้งต่อไป ต้องลดลง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลัง จะได้ทราบความสามารถของ ตัว เมื่อกำหนดได้แล้วก็ออกกำลังไปตามนั้น ภายในระยะหนึ่งจะสังเกตว่า เมื่อยน้อยลง หรือไม่เมื่อยเลยนี้แปลว่าร่างกายมีสมรรถภาพสูงขึ้นแล้ว ถ้าต้องการให้เพิ่มขึ้นอีกก็ต้องออกกำลังให้มากขึ้น โดยลองสังเกต เช่นในครั้งแรก ทำเป็นขั้นๆ ไปเช่นนี้จนได้ผลที่ต้องการ
ข้อพึงจำคือหากออกกำลังเป็นประจำจนสมรรถภาพสูงขึ้นแล้ว ถ้าเว้นว่างไปเสีย สมรรถภาพจะลดลง ภายในหนึ่งสัปดาห์สมรรถภาพที่สูงขึ้นจะกลับลดลงไปประมาณร้อยละ ๓๐ และหมดสิ้นไปภายในสามสัปดาห์ ข้อนี้จะต้องระลึกถึงเมื่อกลับเริ่มออกกำลังใหม่ จะออกมากหรือหนักเท่าที่เคยไม่ได้ แต่ต้องลดน้อยลงตามส่วน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นใหม่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันผลร้ายของการออกกำลังเกิน
เช่นที่เคยเกิดขึ้นกับนักกีฬาเก่งๆ ที่เว้นว่างกายฝึกซ้อมไปนาน เมื่อกลับมาเล่นใหม่ก็เล่นเต็มที่เหมือนเคยลืมนึกถึงความเสื่อมที่ได้เกิด ขึ้นในระหว่างที่ไม่ได้เล่นผลร้ายอาจมีตั้งแต่การบาดเจ็บน้อยหรือมากไปจนถึง กับอันตรายหนัก
๒. อาการเหนื่อย วิธีนี้เหมาะสำหรับการออกกำลังประเภทอดทน เช่น วิ่งเหยาะ (วิ่งช้าๆ เพื่อให้ได้ระยะทางมาก) สังเกตว่าวิ่งไปได้ระยะไกลหรือระยะเวลาประมาณเท่าใดจึงเริ่มมีอาการหอบ ปานกลางจะประมาณจากความรู้สึกว่าเหนื่อยค่อนข้างมากก็ได้หรือจะนับจำนวน ครั้งที่หายใจใน ๑ นาทีก็ได้ สำหรับวิธีหลังนี้ต้องนับไว้ก่อนว่าเวลาอยู่เฉยๆ หายใจนาทีละกี่ครั้ง
(หายใจเข้า ๑ ที หายใจออก ๑ ที นับเป็น ๑ ครั้ง)สมมติว่า ๒๐ ครั้ง เมื่อออกกำลังไปจนรู้สึกเหนื่อยค่อนข้างมากก็ลองนับดูใหม่ ถ้าการหายใจเพิ่มขึ้นไปเป็น ๒๖ หรือ ๒๘ ครั้งต่อนาที (คือเพิ่มร้อยละ ๓๐-๔๐) ก็ควรจะหยุดได้ ตัวเลขที่แสดงนี้เป็นเพียงตัวอย่างให้เข้าใจเท่านั้น แต่ละคนไม่เหมือนกัน ข้อสำคัญที่สุดคือความรู้สึกว่า "เหนื่อยค่อนข้างมากแล้ว"
โดยทำนองเดียวกับในข้อที่แล้ว หากออกกำลังซ้ำไปๆ อาการเหนื่อยจะเกิดช้าเข้าและจะสามารถออกกำลังได้นานหรือมากขึ้นกว่าเดิม เป็นผลของการปรับตัวและการเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย
๓. อัตราชีพจร ผู้ที่สนใจการออกกำลังอย่างจริงจังควรนับชีพจรของตนเอง อาจนับที่ข้อมือหรือที่คอก็ได้ วิธีแรกใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางกดปลายลงไปในร่องข้างเอ็นข้อมือทางด้านโคนนิ้วหัวแม่มือ (ของอีกมือหนึ่ง) ขยับจนรู้สึกการเต้นของหลอดเลือดเป็นจังหวะ ถือนาฬิกาที่มีเข็มวินาทีไว้ในมือที่ถูกคลำ (หรือสวมไว้ในมือที่ใช้คลำ) นับการเต้นของชีพจรตามไปขณะที่ตาดูนาฬิกา นับชั่ว ๑๐ วินาทีแล้วคูณด้วย ๖ เป็นอัตราใน ๑ นาทีก็ได้ (วิธีนี้ไม่แม่นทีเดียว แต่ดีพอสำหรับการกีฬา)
วิธีนับชีพจรที่คอ เหมาะสำหรับผู้ไม่ชำนาญเพราะหาหลอดเลือดได้ง่าย ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางค่อยๆ กดลงไปที่ข้างลูกกระเดือกจนรู้สึกการเต้นของหลอดเลือด (อย่ากดหนักเกินจำเป็น) นับแบบเดียวกับที่ข้อมือ
๔. ผลตามหลัง ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน หลังจากออกกำลังครั้งแรก อาจมีอาการปวดข้อดึงกล้ามเนื้อหรือปวดกล้ามเนื้อด้วยในวันเดียวกันนั้นหรือ วันรุ่งขึ้น และอาจเป็นอยู่ต่อไปอีกหนึ่งหรือสองวันเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าอาการยังอยู่เกินสองวันควรสงสัยว่าการออกกำลังที่ได้ทำนั้นอาจจะมาก เกินไปครั้งต่อไปควรทำให้น้อยลง
วิธีดูแลสายตาเมื่อต้องทำงานหน้าคอมฯ นาน ๆ
เรื่องน่ารู้ วิธีถนอมสายตาเมื่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ
ชีวิตในสำนักงานไหน ๆ ก็หนีไม่พ้นการต้องนั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์มากบ้าง น้อยบ้างขึ้นอยู่กับชนิดของานบางคงอาจต้องเพ่งจอนานกว่า 3 ชั่วโมง การเผชิญหน้ากับรังสีที่แผ่ออกมาจากมอนิเตอร์ แน่นอนว่าอาการกล้ามเนื้อตาล้าจะเข้ามาเยือน บางคนเบลอไปเลยก็มี บางคนก็ถึงกับน้ำตาไหล และบางคนเสี่ยงเป็นต้อลมเพิ่มขึ้นด้วย
วิธีดีที่สุดคือหยุดการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทันที แต่เมื่อมันเป็นงานการหยุดทำก็หมายถึงตกงานสิ ใครจะไปกล้าเสี่ยงในยุคเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ เลยมีวิธีผ่อนคลายและถนอมสายตามาฝาก
วิธีการถนอมสายตาเมื่อต้องใช้คอมพิวเตอร์
1.ควรเลือกจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา วิธีทดสอบง่ายๆ ทำได้โดยลองปิดสวิตช์จอภาพ แล้วเอามือหรือแขนไปจ่อไว้ใกล้ๆ จอภาพให้มากที่สุด จอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตตามขนที่ผิว
2.ปรับแสงและความคมชัดของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตา รวมทั้งความสว่างภายในที่ทำงาน ลดแสงสะท้อนรบกวน เช่น ปิดไฟดวงที่สะท้อนจ้าลงบนจอคอมพิวเตอร์ หากทำงานกับคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้าและจอภาพมีความสว่างมาก ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อดวงตาได้ง่ายและรวดเร็ว จะรู้สึกว่ามีอาการปวดร้าวดวงตาเร็วและแสบตาอย่างรุนแรง
3.ตำแหน่งของจอภาพควรห่างจากดวงตาประมาณ 18-24 นิ้ว หรือประมาณช่วงแขนเอื้อม และปรับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา หากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาได้ง่าย
4.การใช้แผ่นกรองรังสีติดไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะช่วยลดการกระจายรังสีจากจอคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วแต่คุณภาพของสินค้า แต่อย่างน้อยๆ ก็ช่วยลดแสงจ้าจากจอคอมพิวเตอร์ลงได้
5.ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ เพราะฝุ่นจะทำให้เกิดการสะท้อนมากขึ้น
6.การหยุดพักหรือเปลี่ยนตารางเวลาการทำงานใหม่ จะช่วยให้สายตาคลายความเมื่อยล้าจากการจ้องเพ่งคอมพิวเตอร์ได้ The National Institute of Occupational Safety and Health (NIOSH) แนะนำให้หยุดพักสายตาครั้งละ 15 นาทีทุกๆ 2 ชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็แนะนำว่าควรจะหยุดพักบ่อยๆ โดยแต่ละครั้งใช้เวลาเพียงเล็กน้อย เช่น พักสายตาทุก 30 นาที โดยหลับตาหรือมองไปไกลๆ สัก 5-10 นาที แล้วจึงเริ่มทำงานต่อไป ก็จะช่วยถนอมสายตาได้
7.อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ วางไว้บนเปลือกตา และหลับตาสัก 2-3 นาที หรือจะให้ดีกว่านั้นก็คือ ปิดไฟ นอนพักสักครู่
8.สำหรับผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์ อาจจะเกิดอาการตาแห้งเพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง เพราะห้องที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ก็มักจะมีเครื่องปรับอากาศอยู่ด้วย เมื่อบวกกับความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำให้อากาศแห้ง การหยอดน้ำตาเทียมจะช่วยได้
9.ควรกะพริบตาให้บ่อยครั้งกว่าปกติ เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ ภายใน 10 วินาที ลองพยายามกะพริบตาสัก 1-2 ครั้ง จะช่วยลดความอ่อนล้าของสายตาได้มาก
10.ผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์ และมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ ควรตรวจเช็กสุขภาพตาบ้าง
นอกจากนี้ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทิ้งเรื่องเครียดๆ ไว้ที่ทำงาน ก็จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น หายเหนื่อยเมื่อยล้า พร้อมสู้งานในวันถัดไปได้
8 วิธีกำจัดขาโต๊ะสนุ้ก
8 วิธีกำจัดขาโต๊ะ SNOOK (นิตยสาร APPEAL)
โดย นพ.อนันต์ สุวรรณเทวะคุปต์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง จาก เวอร์เทค คลินิกทันตกรรม ผิวพรรณ ศัลยกรรมความงาม
สาวขาเรียวสวยเป็นใคร ๆ ก็ต้องมองเหลียวหลังจริงไหมล่ะ แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่มีขาเป็นมัด ๆ รากฐานมั่นคงจนต้องโดนเพื่อนล้ออยู่ล่ะก็ เรามี 8 วิธีที่จะช่วยให้เรียวขาของคุณกระชับและเพียวขึ้นมาฝาก จะเลือกใช้วิธีไหนต้องไปศึกษาก่อนตัดสินใจกัน
ก่อน อื่นเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าน่องหรือว่าเรียวขาของผู้หญิงที่ใหญ่นั้น จะเกิดจาก 2 ส่วน คือ ใหญ่จากส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อ และใหญ่จากไขมัน เพราะ ฉะนั้นการที่เราจะทำให้น่องเรียวสวยได้นั้น แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาก่อนว่าขาของคุณผู้หญิงท่านนั้น ขาใหญ่เพราะอะไร แล้วจึงเลือกการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน
เหมาะสำหรับคุณผู้หญิงที่ขาใหญ่จากไขมัน โดยทั่วไป ถ้าใหญ่เพราะไขมัน สามารถทำได้ด้วยวิธีการดูดไขมันแบบไหนก็ได้ เช่น ใช้เครื่อง Standard Liposuction หรือจะทำ Vaser Liposelection ก็ได้เช่นกัน ถือเป็นการขจัดไขมันแบบตรงจุด
ข้อดี : ถ้าขาใหญ่จากไขมันวิธีนี้ค่อนข้างจะเห็นผลชัดเจน ขจัดไขมันส่วนเกินออกได้ในครั้งเดียวสำหรับคนที่ไม่อ้วนมาก
ข้อเสีย : เป็นวิธีการดูดไขมันชนิดหนึ่ง หลังการดูดไขมันไปแล้วจะต้องไปใส่ Support เพื่อช่วยกระชับให้ขาได้รูป ประมาณ 4-6 สัปดาห์ แล้วจะเริ่มเห็นผลชัดเจนก็ประมาณ 2 เดือน ขาจะเริ่มเล็กลง
เป็นการฉีดสารเข้าไปเพื่อที่จะละลายเซลล์ไขมันที่เป็นของเหลว แล้วรอร่างกายดูดซึมกลับไปเอง วิธีนี้อาจจะต้องฉีดต่อเนื่องอยู่เรื่อย ๆ เพราะการฉีดครั้งหนึ่งจะละลายไขมันได้แค่บางส่วนเท่านั้นเอง ฉีดโดยประมาณ 2 เดือนครั้ง เพื่อให้ไขมันยุบตัวลง
ข้อดี : ไม่ใช่การผ่าตัด เป็นเพียงแค่การฉีดยาคนไข้สามารถกลับบ้านได้เลย เพียงแต่รอระยะเวลาที่ร่างกายดูดซึมไขมันที่เป็นของเหลวกลับเข้าสู่ระบบแค่ นั้น
ข้อเสีย : ถ้าคนไข้น่องใหญ่เพราะกล้ามเนื้อไม่ใช่เพราะไขมัน ถึงเราจะฉีดไปนานแค่ไหนขาของคนไข้ก็ยังคงใหญ่เหมือนเดิม
เครื่อง Cavitations เป็น Superficial Ultrasound ที่เราใช้นวดละลายไขมันบริเวณพื้นผิว ถ้ามานวดเป็นระยะ ๆ จะค่อนข้างได้ประโยชน์มาก
ข้อดี : ช่วยในการละลายไขมันได้สำหรับคนที่ขาอ้วนจากไขมัน
ข้อเสีย : ทำครั้งเดียวจะเห็นผลไม่มากนัก ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
ถ้าในกรณีที่คนไข้ไขมันเยอะ การออกกำลังกายจะช่วยกำจัดไขมันให้เผาผลาญไปได้ น่องก็จะดูเล็กลง แต่การที่เราออกกำลังนั้น ก็ถือว่าเป็นการบริหารกล้ามเนื้อไปในตัวด้วย
ข้อดี : ไขมันจะน้อยลง ประหยัดค่าใช้จ่าย
ข้อเสีย : ขนาดขาอาจจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะมีกล้ามเนื้อมาแทนที่ไขมัน เห็นรูปทรงของกล้ามเนื้อที่ชัดเจนขึ้น น่องจะดูแข็งแรงขึ้น
เป็นวิธีแก้ไขให้น่องเรียวของคนที่มีกล้ามเนื้อใหญ่ โดยการตัดเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อทำให้น่องฝ่อและเหี่ยว ขาก็จะเรียวเล็กลง
ข้อดี : เห็นผลทันตา
ข้อเสีย : เกิดแผลผ่าตัดขึ้น และรอยแผลค่อนข้างเห็นชัด ขนาดแผลประมาณ 6-7 ซม. อยู่กลางน่อง อาจทำให้เกิดแผลเป็น แผลนูนหรือศีลอยด์ได้ จึงทำให้ไม่ค่อยมีคนนิยมมากนัก
โดยการฉีดสารเข้าไปที่กล้ามเนื้อน่องซึ่งมีสองมัดใหญ่ ๆ ที่ยึดน่องโต วิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัว กล้ามเนื้อไม่ทำงานแล้วฝ่อตัวลง ทำให้เรียวเล็กลง เห็นผลใน 1-2 เดือน
ข้อดี : ได้ขาเรียวแบบไม่เจ็บตัว ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ จึงทำให้ไม่มีแผลเป็น
ข้อเสีย : ไม่คงทนถาวร ต้องกลับมาฉีดอีกครั้งทุก 4-6 เดือน เป็นระยะ ๆ และมีค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละครั้ง
การทาครีมแบบต่าง ๆ หรือการทำสปานวดแบบต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่ถ้าคนไข้มีเรียวขาที่ใหญ่จากกล้ามเนื้อแทบจะไม่มีผลชัดเจน
ข้อดี : ถ้าเป็นการลดขนาดของไขมันที่บริเวณขาก็มีบางคนที่เชื่อว่ามีครีมที่ทาไป แล้วจะช่วยให้ไขมันแตกตัวและช่วยลดขนาดเรียวขาให้เล็กลง คนไข้อาจจะรู้สึกดีขึ้นเพราะมีเลือดไปเลี้ยงในบริเวณที่มีการนวด
ข้อเสีย : ในความเห็นของแพทย์อาจจะลดลงบ้าง แต่ยังไม่มีผลทางการแพทย์ที่ชัดเจน
เครื่อง Radio Frequency กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ เป็นการใช้คลื่นวิทยุไปจี้ทำลายเส้นประสาทกล้ามเนื้อน่อง เริ่มมีทำกันบ้างในต่างประเทศ เป็นการใช้คลื่นวิทยุไปจี้ทำลายเส้นประสาทกล้ามเนื้อน่อง เริ่มมีทำกันบ้างในต่างประเทศ เหมาะสำหรับคนที่ขาใหญ่จากกล้ามเนื้อ
ข้อดี : ลดน่องจากกล้ามเนื้อที่ใหญ่เป็นการผ่าตัดเล็กไม่มีแผลเป็น เห็นผลชัดเจน
ข้อเสีย : เป็นการผ่าตัดอย่างหนึ่ง และต้องทำโดยแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมมาทางนี้โดยตรง เพราะต้องจี้ตามเส้นประสาท
แพทย์แนะนำ
จริง ๆ การที่ผู้หญิงอยากมีเรียวขาที่สวยงามก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะการมีขายาวเรียวย่อมจะเป็นจุดดึงดูดความสนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดธรรมชาติของเราเป็นคนขาสั้น ขาใหญ่ กล้ามเนื้อใหญ่แล้ว ในทางการแพทย์ก็อยากให้ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะมันไม่ได้ทำให้เราเป็นโรคภัยไข้เจ็บอะไร แต่ถ้าหากใครต้องการเปลี่ยนแปลงให้ดูดีขึ้นก็อยากให้ศึกษาหาข้อมูลในแต่ละ วิธีให้ชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจทำ เพื่อให้ได้ผลตามที่คนไข้ต้องการและปลอดภัยด้วย
อาร์ทิสทรี เปิดตัว เครื่องสำอางลดเลือนริ้วรอย
อาร์ทิสทรี เปิดตัว เครื่องสำอางลดเลือนริ้วรอย
………..เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีจากแอมเวย์ เดินหน้ารุกตลาดกลุ่มลดเลือนริ้วรอยตอบสนองเทรนด์สาวเอเชีย ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “อาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้ – ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม”
ชูจุดเด่นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่ได้รับลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
ให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด “ทาร์เก็ตติ้ง คอมเพล็กซ์”
พร้อมรวมส่วนผสมชั้นเลิศเพื่อดูแลผิวหย่อนคล้อย
มั่นใจสิ้นปียอดจำหน่ายอาร์ทิสทรีเกิน 3,000 ล้านบาท
ครองยอดขายสูงสุดในกลุ่มพรีเมี่ยมแบรนด์…………แล้ว คุณก็จะได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด อาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้ ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม ที่มีส่วนผสมอันก้าวล้ำอย่าง Next Generation Retinol ส่วนประกอบทรงประสิทธิภาพที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังว่า มีคุณสมบัติในการลดเลือนริ้วรอย พร้อมผสานคุณค่าร่วมกับ วิตามินซีและเปปไทด์ ช่วยฟื้นบำรุงผิวให้คุณสัมผัสได้ถึงผิวที่ตึงกระชับ กระจ่างใส ริ้วรอยดูจางลง สัมผัสผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตัวคุณเองก่อนใคร มีจำหน่ายแล้วที่แอมเวย์ ช็อป ทุกสาขา
………..อา ร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้ – ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม ขนาด 30 มิลลิลิตร จำหน่ายทั่วไปในราคา 3,625 บาท ราคาสมาชิก 2,900 บาท เริ่มจำหน่ายแล้ววันนี้ รับประกัน ความพอใจ ยินดีคืนเงิน สนใจสั่งซื้อได้จากนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Amway Call Center 0-2725-8000 หรือ www.artistry.co.th
………..คุณรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดบริษัทแอมเวย์ ประเทศไทยและคุณแมกกี้ เพพอย ผู้จัดการแบรนด์ระดับโลก ผลิตภัณฑ์ถนอมผิวอาร์ทิสทรี ให้เกียรติมาร่วมงานเปิดตัวและร่วมพูดคุยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ อาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้ ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม
……….. หนุ่มหล่อ สุดโรแมนติก คุณโฬม พัชฏะ นามปาน มอบดอกไม้สร้างความมั่นใจให้สาวๆทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ อาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้ ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม ทำให้รู้สึกได้ถึงความอ่อนเยาว์ และกล้ากลับมาออกเดทอีกครั้ง
……….เก็บ ตกภาพบรรยากาศภาพงานแถลงข่าว เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้ ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม ณ ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่
อาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้ – ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม
เปิดตัว หนุ่มหล่อ โฬม – พัชฏะ
ตุ๊กตาบลายธ์
ตุ๊กตาบลายธ์ (อังกฤษ: Blythe) เป็นตุ๊กตาที่ผลิตในฮ่องกงและวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา โดยบริษัท เค็นเนอร์ (Kenner) เมื่อ พ.ศ. 2515
ออกแบบโดยนักออกแบบของบริษัท มาร์วิน กลาส สตูดิโอ ประกอบด้วย แอลลิสัน
แคตสแมน และรูเบ็น เทอร์เซียน ตุ๊กตารุ่นนี้ไม่ได้รับความนิยม
จึงมีวางจำหน่ายเพียงปีเดียวในสหรัฐอเมริกา จากนั้นก็ไม่ได้มีการจำหน่ายอีก
ตุ๊กตาบลายธ์มีลักษณะเด่นคือ มีตากลมโตที่เปลี่ยนสีได้ โดยดึงเชือกที่อยู่ด้านหลังศีรษะตุ๊กตา มีสัดส่วนศีรษะโต ลำตัวและขาสั้น ดูเหมือนการ์ตูน ปัจจุบันบริษัท เค็นเนอร์ ได้เลิกกิจการแล้ว และลิขสิทธิ์ของตุ๊กตาบลายธ์ถือครองโดย บริษัท แฮสโบร
ในปี พ.ศ. 2540 โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ชื่อ จินา แกแรน (Gina Garan) ได้รับตุ๊กตาบลายธ์เป็นของขวัญจากเพื่อน และได้ใช้ตุ๊กตานี้เป็นแบบฝึกฝนการถ่ายภาพ เธอได้ตีพิมพ์หนังสือภาพถ่าย ชื่อ "This is Blyth" ซึ่งมีแต่ภาพของตุ๊กตาบลายธ์ทั้งเล่มในปี พ.ศ. 2545 และเริ่มเกิดกระแสความนิยม ตุ๊กตาบลายธ์ถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์โฆษณาของห้างสรรพสินค้าพาร์โคในประเทศญี่ปุ่น และทำให้เกิดกระแสความนิยมเป็นอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่น รายการโทรทัศน์ I Love the '70s ของ VH1 ได้จัดให้มีช่วงของตุ๊กตาบลายธ์เป็นพิเศษ และทำให้เกิดความนิยมเป็นวงกว้าง
ปัจจุบัน นักสะสมตุ๊กตาพากันสะสมตุ๊กตาบลายธ์รุ่นแรก จนทำให้ราคาจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากตัวละ 35 ดอลลาร์สหรัฐใน ปี พ.ศ. 2515 เป็นไม่ต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทแฮสโบรได้ผลิตตุ๊กตาบลายธ์ขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2543 เรียกว่า "นีโอ บลายธ์" ราคาจำหน่ายระหว่าง 60 ดอลลาร์สหรัฐ ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ
ในสหรัฐอเมริกา โชคร้ายสำหรับเค็นเนอร์ ที่ตุ๊กตาขายไม่ดี เลยผลิตจำหน่ายแค่เพียงปีเดียวก็ยุติการผลิต แต่เป็นโชคดีของผู้มีตุ๊กตาบลายธ์ที่ผลิตในปีนั้นไว้ในครอบครอง เพราะปัจจุบัน นักสะสมตุ๊กตาระดับมืออาชีพ ต่างควานหาตุ๊กตารุ่นนี้กันให้ควั่ก แถมให้ราคาดี ซึ่งจะ”ดีมาก” หรือ “ดีมากๆ” ขึ้นอยู่กับสภาพของตุ๊กตา กล่าวกันว่าราคาซื้อขายทั่วไปจะอยู่ที่ตัวละ 1,000 กว่าดอลลาร์ขึ้นไป ส่วนตุ๊กตาบลายธ์ที่ผลิตใหม่ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ที่เรียกว่า นีโอ บลายธ์ (Neo Blythe) เวลาจะขายทอดตลาดก็มักได้ราคาไม่ต่ำไปกว่าราคาที่ซื้อมา เรียกว่ามีไว้ไม่ขาดทุน ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่ผลิตออกมาในจำนวนจำกัด (limited edition) ก็ยิ่งได้ราคาดี
ตุ๊กตา บลายธ์เป็นสินค้าที่น่าสนใจมากทีเดียว บลายธ์เหมือนกับ ตุ๊กตาบาร์บี้ที่มีคุณค่า และมูลค่าอยู่ในชื่อของเธอเอง ถือเป็นแบรนด์ที่ขายชื่อได้และทำเงินดีด้วย ตุ๊กตาบลายธ์ รุ่น “วินเทจ” ซึ่งหมายถึงรุ่นที่ผลิตจำหน่ายในปี 1972 สามารถเรียกราคาประมูลบนเว็บไซต์อีเบย์ได้ตัวละกว่า 2,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 76,000 บาท (จากราคาจำหน่ายแค่ตัวละ 35 ดอลลาร์ หรือ 1,300 กว่าบาท) สินค้าเกี่ยวกับบลายธ ์มีนอกเหนือจากตุ๊กตาเป็นตัวๆที่เอาไว้ให้เล่น หรือเอาไว้ให้ชื่นใจ ส่วนใหญ่เป็นของใช้สำหรับผู้หญิง เช่น เข็มกลัด กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าสะพาย ซองโทรศัพท์มือถือ แผ่นดีวีดี หรือแม้แต่หนังสือรวมภาพตุ๊กตาบลายธ์ในอิริยาบถต่างๆ ตุ๊กตายี่ห้อนี้มีแฟชั่นโชว์ และนิทรรศการจัดแสดงในหลายประเทศ
ดีไซเนอร์ที่ร่วมทีมออกแบบ ตุ๊กตาบลายธ์เมื่อปี 2515 มี 3 คนสังกัดบริษัท มาร์วิน กลาส สตูดิโอ ซึ่งโด่งดังมากในเรื่องการออกแบบของเด็กเล่น รูเบ็น เทอร์เซียน เป็นผู้ออกแบบลูกตา ซึ่งตอนแรกเขาตั้งใจจะใช้กับตุ๊กตาสุนัข ส่วนลำตัวของตุ๊กตา แรกๆทีมงานก็ออกแบบให้ยาวได้สัดส่วนกับหัวที่มีขนาดใหญ่ของตุ๊กตา แต่ปรากฏว่ากล่องใส่มีขนาดสั้น จึงต้องลดสัดส่วนความยาวลำตัวให้บรรจุได้พอดี ตุ๊กตาบลายธ์จึงหัวโตตัวสั้น ดูเหมือนการ์ตูน
ตุ๊กตาบลายธ์มีลักษณะเด่นคือ มีตากลมโตที่เปลี่ยนสีได้ โดยดึงเชือกที่อยู่ด้านหลังศีรษะตุ๊กตา มีสัดส่วนศีรษะโต ลำตัวและขาสั้น ดูเหมือนการ์ตูน ปัจจุบันบริษัท เค็นเนอร์ ได้เลิกกิจการแล้ว และลิขสิทธิ์ของตุ๊กตาบลายธ์ถือครองโดย บริษัท แฮสโบร
ในปี พ.ศ. 2540 โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ชื่อ จินา แกแรน (Gina Garan) ได้รับตุ๊กตาบลายธ์เป็นของขวัญจากเพื่อน และได้ใช้ตุ๊กตานี้เป็นแบบฝึกฝนการถ่ายภาพ เธอได้ตีพิมพ์หนังสือภาพถ่าย ชื่อ "This is Blyth" ซึ่งมีแต่ภาพของตุ๊กตาบลายธ์ทั้งเล่มในปี พ.ศ. 2545 และเริ่มเกิดกระแสความนิยม ตุ๊กตาบลายธ์ถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์โฆษณาของห้างสรรพสินค้าพาร์โคในประเทศญี่ปุ่น และทำให้เกิดกระแสความนิยมเป็นอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่น รายการโทรทัศน์ I Love the '70s ของ VH1 ได้จัดให้มีช่วงของตุ๊กตาบลายธ์เป็นพิเศษ และทำให้เกิดความนิยมเป็นวงกว้าง
ปัจจุบัน นักสะสมตุ๊กตาพากันสะสมตุ๊กตาบลายธ์รุ่นแรก จนทำให้ราคาจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากตัวละ 35 ดอลลาร์สหรัฐใน ปี พ.ศ. 2515 เป็นไม่ต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทแฮสโบรได้ผลิตตุ๊กตาบลายธ์ขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2543 เรียกว่า "นีโอ บลายธ์" ราคาจำหน่ายระหว่าง 60 ดอลลาร์สหรัฐ ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ
ในสหรัฐอเมริกา โชคร้ายสำหรับเค็นเนอร์ ที่ตุ๊กตาขายไม่ดี เลยผลิตจำหน่ายแค่เพียงปีเดียวก็ยุติการผลิต แต่เป็นโชคดีของผู้มีตุ๊กตาบลายธ์ที่ผลิตในปีนั้นไว้ในครอบครอง เพราะปัจจุบัน นักสะสมตุ๊กตาระดับมืออาชีพ ต่างควานหาตุ๊กตารุ่นนี้กันให้ควั่ก แถมให้ราคาดี ซึ่งจะ”ดีมาก” หรือ “ดีมากๆ” ขึ้นอยู่กับสภาพของตุ๊กตา กล่าวกันว่าราคาซื้อขายทั่วไปจะอยู่ที่ตัวละ 1,000 กว่าดอลลาร์ขึ้นไป ส่วนตุ๊กตาบลายธ์ที่ผลิตใหม่ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ที่เรียกว่า นีโอ บลายธ์ (Neo Blythe) เวลาจะขายทอดตลาดก็มักได้ราคาไม่ต่ำไปกว่าราคาที่ซื้อมา เรียกว่ามีไว้ไม่ขาดทุน ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่ผลิตออกมาในจำนวนจำกัด (limited edition) ก็ยิ่งได้ราคาดี
ตุ๊กตา บลายธ์เป็นสินค้าที่น่าสนใจมากทีเดียว บลายธ์เหมือนกับ ตุ๊กตาบาร์บี้ที่มีคุณค่า และมูลค่าอยู่ในชื่อของเธอเอง ถือเป็นแบรนด์ที่ขายชื่อได้และทำเงินดีด้วย ตุ๊กตาบลายธ์ รุ่น “วินเทจ” ซึ่งหมายถึงรุ่นที่ผลิตจำหน่ายในปี 1972 สามารถเรียกราคาประมูลบนเว็บไซต์อีเบย์ได้ตัวละกว่า 2,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 76,000 บาท (จากราคาจำหน่ายแค่ตัวละ 35 ดอลลาร์ หรือ 1,300 กว่าบาท) สินค้าเกี่ยวกับบลายธ ์มีนอกเหนือจากตุ๊กตาเป็นตัวๆที่เอาไว้ให้เล่น หรือเอาไว้ให้ชื่นใจ ส่วนใหญ่เป็นของใช้สำหรับผู้หญิง เช่น เข็มกลัด กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าสะพาย ซองโทรศัพท์มือถือ แผ่นดีวีดี หรือแม้แต่หนังสือรวมภาพตุ๊กตาบลายธ์ในอิริยาบถต่างๆ ตุ๊กตายี่ห้อนี้มีแฟชั่นโชว์ และนิทรรศการจัดแสดงในหลายประเทศ
ดีไซเนอร์ที่ร่วมทีมออกแบบ ตุ๊กตาบลายธ์เมื่อปี 2515 มี 3 คนสังกัดบริษัท มาร์วิน กลาส สตูดิโอ ซึ่งโด่งดังมากในเรื่องการออกแบบของเด็กเล่น รูเบ็น เทอร์เซียน เป็นผู้ออกแบบลูกตา ซึ่งตอนแรกเขาตั้งใจจะใช้กับตุ๊กตาสุนัข ส่วนลำตัวของตุ๊กตา แรกๆทีมงานก็ออกแบบให้ยาวได้สัดส่วนกับหัวที่มีขนาดใหญ่ของตุ๊กตา แต่ปรากฏว่ากล่องใส่มีขนาดสั้น จึงต้องลดสัดส่วนความยาวลำตัวให้บรรจุได้พอดี ตุ๊กตาบลายธ์จึงหัวโตตัวสั้น ดูเหมือนการ์ตูน
เอาผิดจริยธรรม สส.อย่างจตุพร (สารส้ม)
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง
ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ปลุกระดมเผาบ้านเผาเมือง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย
เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมพูดจากล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น
เพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองและพรรคพวกอย่างซ้ำซาก
กี่เรื่องแล้วล่ะ ที่นายจตุพรพูดจาคะนองปาก โกหกเป็นตุเป็นตะ
ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น มุ่งให้เกิดความเคียดแค้นชิงชัง
กระทั่งกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ
ใส่ร้ายว่ามีการใช้กระสุนปืนเข่นฆ่าประชาชน โดยกระสุนเหล่านั้นสั่งการมาจากสถาบันที่อยู่นอกเหนือการเมือง
ใส่ร้ายว่านายกฯ อภิสิทธิ์เข้าเฝ้าฯ โดยนั่งเก้าอี้ระดับเดียวกับในหลวง เป็นการจาบจ้วง ไม่บังควร ปลุกระดมให้ประชาชนเคียดแค้นชิงชัง แต่มาถึงยุคนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็มีการเข้าเฝ้าฯ ในแบบเดียวกันเป็นปกติ (นายกฯ คนอื่นๆ ก็เหมือนกันทุกคน) ฯลฯ
ล่าสุด ตู่ว่านักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นหมอ มีทหารจากหน่วยรบพิเศษถูกส่งไปฝึกที่อิสราเอลมาอยู่รอบตัว โดยถูกจำหน่ายชื่อออกจากระดับกองร้อย แล้วก็สรุปเอาเองว่านี่คือการเริ่มต้นรัฐประหาร
เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ถึงกับส่ายหน้า ปฏิเสธแบบไม่ให้ราคา โดยยืนยันว่าไม่มี และ "ขอให้สังคมฟังเอาละกัน ฟังเล่นๆ ไปวันๆ ไม่เป็นไร ผมไม่จำเป็นต้องไปฟ้อง เพราะเสียเวลาศาล และผมจะไม่ขอร้องคุณจตุพร ปล่อยให้ท่านว่าไป"
น่าคิดว่า ระบบการเมืองไทยไม่มีมาตรการ หรือไม่มีน้ำยาจัดการกับนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเสื่อมทรามในทาง จริยธรรมทางการเมือง โกหกซ้ำซาก ใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือปลุกปั่นประชาชน อย่างนั้นหรือ
จำได้ว่า กรณีของนายจตุพร เคยมีผู้ยื่นหนังสือให้ดำเนินการสอบสวนและเอาผิดตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาก่อนหน้านี้ โดยกลุ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อาทิ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายวัชรา หงส์ประภัศร พลเรือเอกพีรศักดิ์ วัชรมูล นายมานิจ สุขสมจิตร เป็นต้น ได้เข้าชื่อทำหนังสือถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ดำเนินการถอดถอนนายจตุพร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากกระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
และมาตรา 279 ในหมวดว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ รัฐ บัญญัติว่า "....ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา 270" นั้น
โดยระบุด้วยว่า ในช่วงปี 2552 เรื่อยมา นายจตุพรได้กระทำการอันส่อว่าหรือกระทำผิดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งการกล่าวเท็จในที่ประชุมรัฐสภา หรือในการขึ้นเวทีปราศรัยต่อประชาชน โดยเจตนาจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงสำคัญนำไปสู่การ ปลุกปั่น ปลุกระดม ชี้นำ ยุยง หรือสั่งการให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองหลายกรณี เช่น
การใช้คลิปตัดต่อเสียงของนายกฯ อภิสิทธิ์ นำมาใส่ร้ายกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีสั่งการให้ฆ่าประชาชน ยิ่งกว่านั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบพิสูจน์แล้ว ยืนยันตรงกันว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นการตัดต่อเสียงของนายกรัฐมนตรีที่พูดต่างกรรมต่าง วาระ ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ถูกตัดมาปะติดปะต่อกันใหม่ สื่อความหมายผิดๆ แต่นายจตุพรก็ยังไม่ยุติการบิดเบือน นำหลักฐานเท็จมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นสร้างความแตกแยกในสังคม และนำไปเปิดในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ก่อให้เกิดเข้าใจผิด นำไปสู่ความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังต่อผู้นำประเทศและรัฐบาล บนฐานข้อมูลเท็จที่ ส.ส.ผู้นี้นำไปเผยแพร่
การโกหกว่าทหารฆ่าประชาชนในเหตุการณ์เมษายน 2552, การโกหกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในรถที่คนเสื้อแดงรุม ทำร้ายในกระทรวงมหาดไทย เมษายน 2552, การโกหกว่ารัฐบาลแทรกแซงคดียึดทรัพย์ และขัดขวางขั้นตอนการพิจารณาฎีกาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, การโกหกว่ารัฐบาลมีแผนลับสั่งฆ่าประชาชน, การโกหกเรื่องชู้สาวของบุคคลระดับสูงกับคนในรัฐบาล, การโกหกว่าทางการกัมพูชามีเทปลับของคนในรัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ การทูตของไทย, การโกหกว่านางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ เสียชีวิตในเหตุการณ์ 7 ต.ค.2551 เพราะหนีบระเบิดมาร่วมชุมนุมพันธมิตร, การโกหกว่ารัฐบาลสนับสนุนเงิน 300 ล้านบาทให้สถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษ TAN (Thai-Asian News Network) ฯลฯ
รวมไปถึงการปราศรัยปลุกระดม ชี้นำ ยุยง ปลุกปั่น หรือสั่งการให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็น การข่มขู่รัฐบาลว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง การจลาจล การเผาบ้านเผาเมือง หรือแม้แต่การสั่งการให้คนเสื้อแดง ในต่างจังหวัดไปรวมที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อกระทำการบางอย่างทันที หากเกิดเหตุที่กรุงเทพฯ และในที่สุด ก็เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง เผาศาลากลางจังหวัด
ส.ส.อย่างนายจตุพรก็เลยยังสามารถใช้นิสัยเดิมๆ และพฤติกรรมเดิมๆ ได้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญไม่ดีหรือกฎหมายไม่ดี แต่อาจจะเป็นเพราะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายไม่ยอมทำ หน้าที่ของตนเองอย่างเด็ดขาดซื่อตรง!
ใส่ร้ายว่ามีการใช้กระสุนปืนเข่นฆ่าประชาชน โดยกระสุนเหล่านั้นสั่งการมาจากสถาบันที่อยู่นอกเหนือการเมือง
ใส่ร้ายว่านายกฯ อภิสิทธิ์เข้าเฝ้าฯ โดยนั่งเก้าอี้ระดับเดียวกับในหลวง เป็นการจาบจ้วง ไม่บังควร ปลุกระดมให้ประชาชนเคียดแค้นชิงชัง แต่มาถึงยุคนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็มีการเข้าเฝ้าฯ ในแบบเดียวกันเป็นปกติ (นายกฯ คนอื่นๆ ก็เหมือนกันทุกคน) ฯลฯ
นอกจากเรื่องโกหกพวกนี้แล้ว ยังมีอีกไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง
โกหกแล้วก็โกหกอีก โกหกเรื่องหนึ่งแล้วก็โกหกเรื่องสองทับถมไปเรื่อยๆ
คนเป็น ส.ส. หากมีพฤติกรรมเช่นนี้
จะก่อความเสียหายแก่บ้านเมืองมากมายขนาดไหน
ยิ่งถ้าหากไม่มีการสอบสวน เอาผิด
หาข้อเท็จจริงและความรับผิดอย่างจริงจัง ก็จะยิ่งคะนองปาก พูดพล่อยๆ
โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อไปเรื่อยๆ
ดังปรากฏว่า ล่าสุด นายจตุพรยังออกมาเต้าข่าวเรื่องการปฏิวัติไม่เว้นแต่ละวัน
ผลได้ทางการเมือง คือ ต้องการจะให้คนหันเหความสนใจจากความล้มเหลวในการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ออกไปสู่เกมการเมืองล่าสุด ตู่ว่านักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นหมอ มีทหารจากหน่วยรบพิเศษถูกส่งไปฝึกที่อิสราเอลมาอยู่รอบตัว โดยถูกจำหน่ายชื่อออกจากระดับกองร้อย แล้วก็สรุปเอาเองว่านี่คือการเริ่มต้นรัฐประหาร
เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ถึงกับส่ายหน้า ปฏิเสธแบบไม่ให้ราคา โดยยืนยันว่าไม่มี และ "ขอให้สังคมฟังเอาละกัน ฟังเล่นๆ ไปวันๆ ไม่เป็นไร ผมไม่จำเป็นต้องไปฟ้อง เพราะเสียเวลาศาล และผมจะไม่ขอร้องคุณจตุพร ปล่อยให้ท่านว่าไป"
น่าคิดว่า ระบบการเมืองไทยไม่มีมาตรการ หรือไม่มีน้ำยาจัดการกับนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเสื่อมทรามในทาง จริยธรรมทางการเมือง โกหกซ้ำซาก ใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือปลุกปั่นประชาชน อย่างนั้นหรือ
จำได้ว่า กรณีของนายจตุพร เคยมีผู้ยื่นหนังสือให้ดำเนินการสอบสวนและเอาผิดตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาก่อนหน้านี้ โดยกลุ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อาทิ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายวัชรา หงส์ประภัศร พลเรือเอกพีรศักดิ์ วัชรมูล นายมานิจ สุขสมจิตร เป็นต้น ได้เข้าชื่อทำหนังสือถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ดำเนินการถอดถอนนายจตุพร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากกระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
อ้างอิงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
มาตรา 270 บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด
ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้"และมาตรา 279 ในหมวดว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ รัฐ บัญญัติว่า "....ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา 270" นั้น
โดยระบุด้วยว่า ในช่วงปี 2552 เรื่อยมา นายจตุพรได้กระทำการอันส่อว่าหรือกระทำผิดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งการกล่าวเท็จในที่ประชุมรัฐสภา หรือในการขึ้นเวทีปราศรัยต่อประชาชน โดยเจตนาจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงสำคัญนำไปสู่การ ปลุกปั่น ปลุกระดม ชี้นำ ยุยง หรือสั่งการให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองหลายกรณี เช่น
การใช้คลิปตัดต่อเสียงของนายกฯ อภิสิทธิ์ นำมาใส่ร้ายกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีสั่งการให้ฆ่าประชาชน ยิ่งกว่านั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบพิสูจน์แล้ว ยืนยันตรงกันว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นการตัดต่อเสียงของนายกรัฐมนตรีที่พูดต่างกรรมต่าง วาระ ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ถูกตัดมาปะติดปะต่อกันใหม่ สื่อความหมายผิดๆ แต่นายจตุพรก็ยังไม่ยุติการบิดเบือน นำหลักฐานเท็จมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นสร้างความแตกแยกในสังคม และนำไปเปิดในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ก่อให้เกิดเข้าใจผิด นำไปสู่ความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังต่อผู้นำประเทศและรัฐบาล บนฐานข้อมูลเท็จที่ ส.ส.ผู้นี้นำไปเผยแพร่
การโกหกว่าทหารฆ่าประชาชนในเหตุการณ์เมษายน 2552, การโกหกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในรถที่คนเสื้อแดงรุม ทำร้ายในกระทรวงมหาดไทย เมษายน 2552, การโกหกว่ารัฐบาลแทรกแซงคดียึดทรัพย์ และขัดขวางขั้นตอนการพิจารณาฎีกาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, การโกหกว่ารัฐบาลมีแผนลับสั่งฆ่าประชาชน, การโกหกเรื่องชู้สาวของบุคคลระดับสูงกับคนในรัฐบาล, การโกหกว่าทางการกัมพูชามีเทปลับของคนในรัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ การทูตของไทย, การโกหกว่านางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ เสียชีวิตในเหตุการณ์ 7 ต.ค.2551 เพราะหนีบระเบิดมาร่วมชุมนุมพันธมิตร, การโกหกว่ารัฐบาลสนับสนุนเงิน 300 ล้านบาทให้สถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษ TAN (Thai-Asian News Network) ฯลฯ
รวมไปถึงการปราศรัยปลุกระดม ชี้นำ ยุยง ปลุกปั่น หรือสั่งการให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็น การข่มขู่รัฐบาลว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง การจลาจล การเผาบ้านเผาเมือง หรือแม้แต่การสั่งการให้คนเสื้อแดง ในต่างจังหวัดไปรวมที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อกระทำการบางอย่างทันที หากเกิดเหตุที่กรุงเทพฯ และในที่สุด ก็เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง เผาศาลากลางจังหวัด
ผ่านไปเป็นปี แต่การสอบสวนเอาผิดในเรื่องทั้งหมดข้างต้น ก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล
จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ปรากฏว่า
ผู้ตรวจการแผ่นดินจะได้สอบสวนเอาผิด ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
บังคับใช้เรื่องจริยธรรมของนักการเมืองอย่างเป็นมรรคเป็นผลเลยแต่
อย่างใดส.ส.อย่างนายจตุพรก็เลยยังสามารถใช้นิสัยเดิมๆ และพฤติกรรมเดิมๆ ได้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญไม่ดีหรือกฎหมายไม่ดี แต่อาจจะเป็นเพราะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายไม่ยอมทำ หน้าที่ของตนเองอย่างเด็ดขาดซื่อตรง!
เฟอร์บี้กลับมาแล้ว!!! (VIDEO)
เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ทั้งโลกต้องฮือฮากับของเล่นอัจฉริยะที่มีชื่อเฟอร์บี้ จากโฆษณาที่มันดูเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงจริงๆ และในปี 2012 นี้มันก็กำลังกลับมาเรียกความฮือฮาอีกครั้ง
News & Promotion from Sponsors
ไม่มีใครที่ไม่รู้จักของเล่นสุดไฮเทคของศตวรรษที่ 21 ที่มีชื่อว่า “เฟอร์บี้” แน่ๆ เจ้าตัวตุ๊กตาขนนุ่มตาโตที่ส่งเสียงและป้อนข้าวป้อนน้ำได้ถูกขายไปถึง 40 ล้านตัวภายใน 3 ปีก่อนจะตกรุ่นในปี 2000 ซึ่งผู้ผลิตพยายามปรับปรุงเจ้าฟอร์บี้นี้มาขายอีกครั้งในปี 2005 แต่กลับล้มเหลวเมื่อเทียบกับยอดขายอันถล่มทลายของเจ้าเฟอร์บี้รุ่นแรก และในปี 2012 นี้เฟอร์บี้ก็กลับมาอีกครั้ง จากการรีวิวของ Engadget ครับ

เฟอร์บี้ 2012 มาพร้อมกับการปรับปรุงครั้งสำคัญของเพื่อนตัวขนตัวเก่าของเราในยุคที่สมาร์ท โฟนและแท็บเล็ตกำลังเป็นใหญ่ ด้วยระบบภายในใหม่ แล้วมันก็ดีกว่าสมาร์ทโฟนตรงที่มันดิ้นได้เหมือนสิ่งมีชีวิตจริงๆ ด้วย และจุดเด่นที่สุดของเฟอร์บี้ 2012ตัวนี้คือดวงตา โดยพื้นที่ของเฟอร์บี้รุ่นใหม่ 1 ใน 3 นั้นอุทิศให้กับดวงตากลมโตดวงใหญ่ จากดวงตาเดิมที่เป็นพลาสติกทรงกลมมันถูกเปลี่ยนเป็นหน้าจอ LCD เรืองแสงได้ ซึ่งใช้บ่งบอกอารมณ์ของเจ้าเฟอร์บี้ตัวนี้ได้ทั้งเวลาโกรธ หรือไร้เสียงสา และแน่นอนครับมันยังคงมีเปลือกตาที่เปิดปิดได้เหมือนรุ่นก่อน
นอกเหนือจากดวงตาแล้ว เฟอร์บี้รุ่น 2012 ก็ตัวใหญ่กว่ารุ่นเก่าเล็กน้อย ตัวของมันปลกคลุมด้วยขนนีออน เมื่อเปิดตัวมันจะมีให้เลือกถึง 6 สี มันมีหางที่หนานุ่ม มีหูและเท้าเป็นพลาสติก มีจะงอยปากที่เปิดปิดได้พร้อมกับลิ้นไว้รับรู้การป้อนอาหาร และตัวรับสัญญาณอินฟราเรดบนหน้าผาก ซึ่งเป็นมรดกอีก 1 ชิ้นจากเฟอร์บี้รุ่นเก่า

ยังไม่หมด สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางภาษากับเฟอร์บี้รุ่นเก่า ในเฟอร์บี้รุ่นใหม่นี้มีแอปพลิเคชั่นให้ดาว์นโหลดฟรีใน iOS (และ OS อื่นๆ ในอนาคต) ซึ่งมีระบบแปลภาษา, ระบบควบคุม และอาหารสำหรับเฟอร์บี้อีกด้วย ฟังดูแล้วคล้ายๆ กับทามาก็อตจิ เว้นแต่เฟอร์บี้จะไม่ตายถ้าเราไมได้ให้อาหารมัน (แต่มันจะบ้าๆ บอๆ ใส่เรา) ซึ่งเฟอร์บี้รุ่นนี้ไม่มีสวิตซ์สำหรับปิดเครื่องเพื่อให้ผู้ใช้ได้มีความรับ ผิดชอบต่อการเลี้ยงดูราวกับเป็นพ่อแม่จริงๆ ซึ่งถ้าปล่อยมันทิ้งไว้นานๆ มันก็จะหลับไปเอง ซึ่งสามารถปลุกได้เพียงการใช้มือจับหรือลูบมันตามปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในเฟอร์บี้ 2012 ราคาตัวละ 60 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,900 บาท) ซึ่งจะวางจำหน่ายภายในปลายปีนี้
News & Promotion from Sponsors
ไม่มีใครที่ไม่รู้จักของเล่นสุดไฮเทคของศตวรรษที่ 21 ที่มีชื่อว่า “เฟอร์บี้” แน่ๆ เจ้าตัวตุ๊กตาขนนุ่มตาโตที่ส่งเสียงและป้อนข้าวป้อนน้ำได้ถูกขายไปถึง 40 ล้านตัวภายใน 3 ปีก่อนจะตกรุ่นในปี 2000 ซึ่งผู้ผลิตพยายามปรับปรุงเจ้าฟอร์บี้นี้มาขายอีกครั้งในปี 2005 แต่กลับล้มเหลวเมื่อเทียบกับยอดขายอันถล่มทลายของเจ้าเฟอร์บี้รุ่นแรก และในปี 2012 นี้เฟอร์บี้ก็กลับมาอีกครั้ง จากการรีวิวของ Engadget ครับ
เฟอร์บี้ 2012 มาพร้อมกับการปรับปรุงครั้งสำคัญของเพื่อนตัวขนตัวเก่าของเราในยุคที่สมาร์ท โฟนและแท็บเล็ตกำลังเป็นใหญ่ ด้วยระบบภายในใหม่ แล้วมันก็ดีกว่าสมาร์ทโฟนตรงที่มันดิ้นได้เหมือนสิ่งมีชีวิตจริงๆ ด้วย และจุดเด่นที่สุดของเฟอร์บี้ 2012ตัวนี้คือดวงตา โดยพื้นที่ของเฟอร์บี้รุ่นใหม่ 1 ใน 3 นั้นอุทิศให้กับดวงตากลมโตดวงใหญ่ จากดวงตาเดิมที่เป็นพลาสติกทรงกลมมันถูกเปลี่ยนเป็นหน้าจอ LCD เรืองแสงได้ ซึ่งใช้บ่งบอกอารมณ์ของเจ้าเฟอร์บี้ตัวนี้ได้ทั้งเวลาโกรธ หรือไร้เสียงสา และแน่นอนครับมันยังคงมีเปลือกตาที่เปิดปิดได้เหมือนรุ่นก่อน
นอกเหนือจากดวงตาแล้ว เฟอร์บี้รุ่น 2012 ก็ตัวใหญ่กว่ารุ่นเก่าเล็กน้อย ตัวของมันปลกคลุมด้วยขนนีออน เมื่อเปิดตัวมันจะมีให้เลือกถึง 6 สี มันมีหางที่หนานุ่ม มีหูและเท้าเป็นพลาสติก มีจะงอยปากที่เปิดปิดได้พร้อมกับลิ้นไว้รับรู้การป้อนอาหาร และตัวรับสัญญาณอินฟราเรดบนหน้าผาก ซึ่งเป็นมรดกอีก 1 ชิ้นจากเฟอร์บี้รุ่นเก่า
ยังไม่หมด สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางภาษากับเฟอร์บี้รุ่นเก่า ในเฟอร์บี้รุ่นใหม่นี้มีแอปพลิเคชั่นให้ดาว์นโหลดฟรีใน iOS (และ OS อื่นๆ ในอนาคต) ซึ่งมีระบบแปลภาษา, ระบบควบคุม และอาหารสำหรับเฟอร์บี้อีกด้วย ฟังดูแล้วคล้ายๆ กับทามาก็อตจิ เว้นแต่เฟอร์บี้จะไม่ตายถ้าเราไมได้ให้อาหารมัน (แต่มันจะบ้าๆ บอๆ ใส่เรา) ซึ่งเฟอร์บี้รุ่นนี้ไม่มีสวิตซ์สำหรับปิดเครื่องเพื่อให้ผู้ใช้ได้มีความรับ ผิดชอบต่อการเลี้ยงดูราวกับเป็นพ่อแม่จริงๆ ซึ่งถ้าปล่อยมันทิ้งไว้นานๆ มันก็จะหลับไปเอง ซึ่งสามารถปลุกได้เพียงการใช้มือจับหรือลูบมันตามปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในเฟอร์บี้ 2012 ราคาตัวละ 60 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,900 บาท) ซึ่งจะวางจำหน่ายภายในปลายปีนี้
ทามาก็อตจิ บุกเกมมือถือ
จากสัตว์เลี้ยง อิเล็กทรอนิกส์ที่ฮิตเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน "ทามาก็อตจิ" คืนชีพอีกครั้งในยุคที่หนุ่มสาวดิจิตอลนิยมเล่น "เฟอร์บี้" โดยคราวนี้มารูปของแอพพลิเคชั่นเกมในสมาร์ตโฟน
Tamagotchi
บริษัทบันได และซิงก์ บีตช์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ พัฒนาทามาก็อตจิเป็นแอพพลิเคชั่นเกม เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีสำหรับผู้ใช้ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 2.3 ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา สำหรับใครที่ใช้ไอโอเอสคงต้อง รอการพัฒนาอีกสักเล็กน้อย
ด้านรูปแบบการเล่นเกมไม่ต่างจากเดิมมากนัก ทั้งการให้อาหาร และดูประวัติสุขภาพสัตว์เลี้ยง โดยยังใช้ภาพของเล่นพลาสติกรูปทรงไข่ มาเป็นเอกลักษณ์เช่นเเดิม ผู้เล่นสามารถดูแลทามาก็อตจิของตัวเองได้ผ่านทางสมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต โดยมีฟีเจอร์ใหม่ อาทิ แชร์สถานะสัตว์เลี้ยงทามาก็อตจิขึ้นเฟซบุ๊ก
ที่มา นสพ.ข่าวสด
วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
น้ำมะพร้าว เคล็ดลับผิวสวย หน้าใส ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
นอกจากรสชาติหวานหอมของน้ำมะพร้าว ที่ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นเวลาดื่มแล้ว สำหรับผู้ที่กำลังมองหาตัวช่วย เพื่อบำรุงให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ชะลอการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าด้วยวิธีธรรมชาติ ก็น่าจะเคยได้ยินเรื่องการดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อช่วยให้หน้าใสกันมาบ้างใช่ไหมล่ะ แต่น้ำมะพร้าวมีสรรพคุณอย่างไร จะช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ใบหน้าใสได้จริงหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ
น้ำมะพร้าว ถือเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ที่อุดมด้วยไปแร่ธาตุจากธรรมชาติ ทั้งนี้ เพราะต้นมะพร้าวมีลำต้นสูง ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่าง ๆ ของลำต้นกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน ทำให้น้ำมะพร้าวที่ได้มามีความบริสุทธิ์ และอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษออกจากร่างกายด้วย
สรรพคุณของน้ำมะพร้าว
1. ชะลออาการอัลไซเมอร์ จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งจะช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง ดังนั้น การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวัน นอกจากชะลออาการอัลไซเมอร์แล้ว ยังช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น รวมทั้งยังช่วยให้หน้าใสขึ้นได้อีกด้วย
2. ช่วยให้ผิวพรรณสดใส น้ำมะพร้าวทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและขาวนวลจากภายในสู่ภายนอกได้จริง เพราะในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ที่จะทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย คล้ายกับการทำดีท็อกซ์ จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในร่างกายเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีทั้งภายในและภายนอก
3. น้ำมะพร้าวช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย เนื่องจากมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ ดังนั้นน้ำมะพร้าวจึงจัดเป็นสปอร์ตดริงก์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายได้เช่นกัน โดยมีรายงานเพิ่มเติมว่า ชาวไต้หวันและชาวจีนนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย
จากสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวในข้างต้นนี้ จึงทำให้เห็นว่าน้ำมะพร้าวมีส่วนช่วยบำรุงร่างกาย และสามารถทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ใบหน้าสดใสได้จริง ซึ่งผู้หญิงคนไหนที่เป็นสิวหรือมีรอบเดือนติดต่อกันไม่หยุด การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำยังมีส่วนช่วยให้ระบบภายในร่างกายดีขึ้น โดยช่วงแรกที่ดื่มอาการเหล่านั้นอาจจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่นั่นถือเป็นสิ่งดี เพราะแสดงว่าร่างกายกำลังถูกกระตุ้นให้ขับของเสียออกมา และสำหรับแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร หากไม่มีน้ำนมเพียงพอให้ลูกกิน ก็สามารถให้น้ำมะพร้าวเสริมแทนน้ำนมแม่ได้ เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีความบริสุทธิ์กว่านมผงหรือนมวัว และไม่มีสารเคมีเจือปนที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเด็กนั่นเอง
นอกจากนี้ ในเว็บไซต์ของสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยังได้นำเสนอข้อมูลจากหนังสือ “ธรรมชาติบำบัดศิลปะการเยียวยาร่างกายและจิตใจเพื่อสมดุลของชีวิต” มาเผยแพร่ โดยส่วนหนึ่งของหนังสือได้กล่าวถึงน้ำมะพร้าวว่า หมอพื้นบ้านไทยถือกันว่า มะพร้าวเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูก และน้ำมะพร้าวยังดื่มได้ทุกวัน ทุกเวลา รวมถึงดื่มได้ทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติ แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไต หรือโรคเบาหวาน ไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าวในปริมาณมาก เพราะมีความหวานและไม่เหมาะกับโรคดังกล่าว
นอกจากนี้ ในหนังสือยังแนะนำด้วยว่า การดื่มน้ำมะพร้าวที่ถูกต้องนั้น ควรเปิดลูกมะพร้าวแล้วดื่มในทันที ไม่ควรทิ้งไว้นาน เนื่องจากคุณค่าของมันจะลดต่ำลงเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่เก็บ และการซื้อน้ำมะพร้าวมาดื่ม ควรระวังเรื่องสารฟอกขาว หากเป็นไปได้ควรซื้อมะพร้าวที่เฉาะสด ๆ ซึ่งจะได้ทั้งความสดใหม่ และปลอดภัยกว่า ดังนั้น หากใครต้องการมีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก รวมทั้งอยากให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส แลดูอ่อนกว่าวัย ก็ลองหันมาพึ่งพลังธรรมชาติ ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวกันดูนะคะ
รัดผมตึง...ระวัง โรคเครียด
รัดผมตึง...ระวัง โรคเครียด !! (ข่าวสด)
สาวๆ ที่ชอบมัดผมตึง ตกช่วงบ่ายๆ อาจจะเจอกับอาการมึนหัว อึดอัด ปวดตึงบริเวณต้นคอและท้ายทอยอยู่บ่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้ นั่นอาจจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงความเครียดภายใต้หนังศีรษะก็เป็นได้
จากการสัมภาษณ์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเส้นผมพบว่า ผู้หญิงไทยที่ชอบมัดผม หรือคาดผมจนตึงแน่นอยู่เป็นประจำ ซึ่งทรงผมสุดเนี้ยบนี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรัง และทำให้เกิดโรคเครียดตามมาโดยไม่รู้ตัว
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเส้นผม กล่าวว่า การรัดผม คาดผม หรือมัดผมจนตึงแน่นเป็นประจำ จะทำให้หนังศีรษะถูกเหนี่ยวรั้งมากขึ้น นอกจากจะทำให้ความกว้างของหน้าผากมากขึ้น เพราะรากผมถูกทำลายจากแรงดึงแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะไม่สะดวก นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรังและโรคเครียด ซึ่งปกติแล้วผู้หญิงทำงานต้องแบกรับความเครียดอย่างมากอยู่แล้วในแต่ละวัน ในวันทำงานจึงควรหันมาปล่อยผมสบายๆ แทนที่จะรวบผมตึงดูบ้าง เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองง่ายขึ้น และทำให้รู้สึกเป็นทางการน้อยลง จะได้ช่วยลดความเครียด และลดอาการปวด ตึง บริเวณศีรษะและท้ายทอยเนื่องจากความเครียด
จากการศึกษาความต้องการของผู้บริโภคโดยบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ โดฟ ครีมแชมพูและคอนดิชั่นเนอร์ พบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่อยากปล่อยผมให้ผมทิ้งตัวนุ่มสลวย มีชีวิตชีวา แต่ผู้หญิงมักรู้สึกไม่มั่นใจในสุขภาพผมของตัวเอง เพราะมีเส้นผมที่ไม่แข็งแรง แห้ง ชี้ฟู ไม่เป็นทรง จึงเป็นเหตุผลให้สาวๆ หลายคนที่ไม่มีเวลาเข้าร้านเสริมสวย สระ ไดร์ ให้ผมเข้ารูปเป็นทรงสวย แก้ปัญหาด้วยการรัด มัด หรือคาดผม เพราะไม่มั่นใจในสุขภาพผมของตัวเอง
โดฟแนะวิธีดูแลผมสวย สุขภาพดีจนปล่อยผมได้ทุกเวลาไว้ด้วยว่า ทุกเช้าหลังตื่นนอน ใช้ปลายนิ้วมือสางผมออกอย่างอ่อนโยนป้องกันปัญหาผมพันกัน ก่อนสระผมใช้แปรงไม้แปรงผมอย่างเบามือ เพื่อให้สิ่งสกปรกที่ติดผมอยู่หลุดออก เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผมที่เหมาะกับเส้นผม หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีแรงๆ ซึ่งอาจทำลายสมดุลของสุขภาพผมได้ หมั่นบำรุงผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยซ์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้น เพื่อคืนความชุ่มชื้นที่สูญเสียไปให้แก่เส้นผม หลีกเลี่ยงการใส่ครีมนวดบริเวณโคนผม อย่าเกาหนังศีรษะหรือขยี้ผมแรงๆ ระหว่างสระ ควรใช้ปลายนิ้วมือนวดบำรุงหนังศีรษะอย่างอ่อนโยน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
ขณะผมเปียกจะอ่อนแอเป็นพิเศษ หลังสระจึงไม่ควรขยี้หรือแปรงผมแรงๆ หากมีเวลาควรปล่อยให้ผมแห้งเอง หลีกเลี่ยงการไดร์ หนีบ หรือม้วนผมด้วยความร้อนสูงๆ วิธีแปรงผมที่ถูกต้องให้แบ่งผมเป็นส่วนๆ ค่อยๆ หวีผมทีละส่วนด้วยหวีไม้ซี่ห่าง หลีกเลี่ยงหวีพลาสติกที่จะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต เริ่มแปรงผมจากด้านในมาด้านนอก แปรงผมอย่างอ่อนโยนจากบนลงล่าง กินอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามินบี 6 แมกนีเซียม สังกะสี เพื่อบำรุงเส้นผม หมั่นเล็มปลายผมทุก 8-10 สัปดาห์ และสุดท้ายหลีกเลี่ยงการรัดผม มัดผม หรือคาดผมตึงแน่น
ขณะผมเปียกจะอ่อนแอเป็นพิเศษ หลังสระจึงไม่ควรขยี้หรือแปรงผมแรงๆ หากมีเวลาควรปล่อยให้ผมแห้งเอง หลีกเลี่ยงการไดร์ หนีบ หรือม้วนผมด้วยความร้อนสูงๆ วิธีแปรงผมที่ถูกต้องให้แบ่งผมเป็นส่วนๆ ค่อยๆ หวีผมทีละส่วนด้วยหวีไม้ซี่ห่าง หลีกเลี่ยงหวีพลาสติกที่จะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต เริ่มแปรงผมจากด้านในมาด้านนอก แปรงผมอย่างอ่อนโยนจากบนลงล่าง กินอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามินบี 6 แมกนีเซียม สังกะสี เพื่อบำรุงเส้นผม หมั่นเล็มปลายผมทุก 8-10 สัปดาห์ และสุดท้ายหลีกเลี่ยงการรัดผม มัดผม หรือคาดผมตึงแน่น
โรคโลหิตจาง anemia
โรคโลหิตจาง
เลือดออกอย่านอนใจ (ไทยรัฐ)
โรคโลหิตจาง (anemia) เป็นเครื่องบอกเหตุว่ามีโรคหรือสาเหตุซ่อนอยู่ ซึ่งต้องค้นหาดูว่าเป็นอะไร แล้วจึงจะทำการรักษาที่ถูกต้อง โรคที่ทำให้เกิดภาวะ โรคโลหิตจาง พบบ่อยในบ้านเรา แต่หากไม่ได้ใส่ใจ และปล่อยทิ้งไว้จนเป็นมากอาจจะก่อให้เกิดผลเสียได้ ในภาวะโลหิตจางหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ซีด" นั้น ร่างกายจะมีจำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง แต่ละเพศและวัยมีค่านี้แตกต่างกัน เมื่อไรพบว่าค่าต่ำกว่าพิกัดต่ำสุดของประชากรเพศและวัยนั้นก็ถือว่า โรคโลหิตจาง
สาเหตุของ โรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจาง เกิดจากการเสียเลือด เช่น เสียเลือดจากระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากเป็นแผลในกระเพาะอาหาร สังเกตได้จากอุจจาระที่เป็นสีดำ และเหนียวคล้ายยางมะตอย ผู้ที่มีพยาธิปากขออยู่ในลำไส้ หรือสตรีที่เสียเลือดมากผิดปกติจากการมีประจำเดือนจากโรคทางพันธุกรรมในบ้านเรามีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อย คือ โรคธาลัสซีเมียเกิดจากเม็ดเลือดแดงแตกง่ายผิดปกติ ซึ่งโรคนี้สามารถติดต่อได้ทางพันธุกรรม
โรคโลหิตจาง จากภาวะการขาดอาหาร ส่วนมากจะพบในคนไข้ที่รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานได้ แต่ไม่ครบทุกประเภท มักพบบ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ หรือผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ จากการที่ร่างกายสร้างสารมาทำลายเม็ดเลือดของตัวเอง อาทิ โรคเอสแอลอี โรคโลหิตจาง จากปัญหาของมะเร็งเม็ดเลือด โรคโลหิตจาง ที่เป็นผลจากโรคอื่น เช่น โรคตับ โรคไต
ภาวะ โลหิตจาง เกิดได้จากหลายสาเหตุ บางอย่างสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางอย่างทำได้แค่ประคับประคองให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติให้มากที่สุด สิ่งที่สำคัญ คือ อย่าละเลยอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น การตรวจพบ โรคโลหิตจาง ตั้งแต่ระยะเนิ่นๆ จะทำให้การรักษาโรคได้ผลดี และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าการรักษา โรคโลหิตจาง ในระยะที่เป็นมาเนิ่นนานแล้ว
อาการของ โรคโลหิตจาง
ผู้ที่เป็น โรคโลหิตจาง ไม่มากหรือไม่มีโรคหลอดเลือดร่วมด้วยอาจไม่มีอาการก็ได้ อาการจะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของ โรคโลหิตจาง และความเฉียบพลันของการเกิดโรค โรคโลหิตจาง
การวินิจฉัย โรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจาง สามารถให้การวินิจฉัยได้จากลักษณะประวัติอาการ การตรวจร่างกายโดยละเอียด การตรวจลักษณะของเม็ดเลือด รวมทั้งการตรวจพิเศษบางอย่างเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของภาวะ โลหิตจาง
การรักษา โรคโลหิตจาง
หลักการสำคัญ คือ รักษาที่สาเหตุของ โรคโลหิตจาง แนวทางการรักษาประกอบด้วยการรักษาทั่วไป เป็นการบำบัดอาการของ โรคโลหิตจาง ระหว่างที่ทำการรักษาโรคสาเหตุของ โรคโลหิตจาง เช่น รักษาภาวะหัวใจวาย ลดการออกแรง ให้ออกซิเจน ให้เลือดทดแทน มักให้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาหลอดเลือด ผู้ป่วยอายุมากหรือเสียเลือดมากเฉียบพลันผู้ป่วยเลือดจางเรื้อรังมักไม่จำเป็นต้องให้เลือด แม้ว่าความเข้มข้นของเลือดจะต่ำมากๆ ก็ตาม
ส่วนการรักษาจำเพาะเป็นการรักษาไปที่สาเหตุ กำจัดสาเหตุและให้การรักษาโรคสาเหตุนั้นๆ เช่น ถ้าพบว่าเลือดจางเพราะพยาธิปากขอ ก็ให้ยากำจัดพยาธิและให้ยาที่มีธาตุเหล็กควบคู่กันไป เมื่อระดับความเข้มข้นของเลือดกลับสู่ระดับปกติแล้ว ควรให้ยาเสริมธาตุเหล็กต่อไปอีก 3 เดือนจึงจะเพียงพอ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)